BeYond GodLike... 的个人资料 ~•\[^_^]/•~ยินดีต้อนรับ...日志列表 工具 帮助

日志


12月31日

33 วิธีลาอาการนอนไม่หลับ ( ยาวคต อิอิ )

     
 

อยากจะหลับและทำไม๊ ทำไมถึงนอนไม่หลับ ...นั่นน่ะซิคะ ไหนจะเครียดเรื่อง นอกบ้าน แล้วยังต้องมา เครียดเรื่องนอน ไม่หลับของตัวเองอีก ก่อนที่อาการนอน ไม่หลับ จะ เล่นงานคุณให้ ต้องตาบวมฉึ่งไปทำงาน มาหาวิธีแก้ไขกับ 33 เคล็ดลับเด็ดๆ ที่เราเสนอให้ดีกว่า อย่ามัวข่มตานอนอยู่เลย

1. อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว" แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง ถ้าดูไม่ออกว่าตอนไหน ขอให้รู้ไว้ว่าร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา แต่ทว่า มนุษย์เรา ไม่รู้ ความหมายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท "ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว ส่วนหนังตา ก็หย่อน พาลจะหลับให้ได้…. ถ้ายังไม่รับ ทราบสัญญาณเหล่านี้ คุณก็จะพลาดรถไฟ สายเจ้าหญิงนิทรา และจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะง่วงนอนอีกครั้ง เนื่องจากต่าง คนต่างก็มีช่วงจังหวะของตัวเอง จึงเปล่าประโยชน์ที่ คุณ จะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ ถ้าคุณเป็นสมาชิกครอบครัว นอนดึก หรือรอจนดึกดื่น จึงเข้านอน ถ้าคุณเป็นพวกนอนหัวค่ำ

2. อย่านอนผิดเวลทุกวัน คุณรับประทานอาหารประมาณเวลาเดิม ก็ขอให้เข้า นอน และ ตื่นนอนตามตารางเวลา เดิมเป็น ประจำด้วย มิฉะนั้นคุณก็เสี่ยง ที่จะง่วง นอนผิดเวลา

3. ทดลองหลับแว่บเดียว ทำเหมือนจิตรกรซัลวาดอร์ ดาลี ที่ดูเหมือนเป็น หนึ่งใน บรรดา ลูกสมุนของเทคนิค "แสงแว่บ" เรียกสติคืนมา นั่งบน เก้าอี้โซฟา มือถือ ช้อนชาคันหนึ่ง ตรงปลายเท้าของคุณวางจานโลหะ ไว้หนึ่งใบ เมื่อผล็อย หลับ มือก็จะปล่อยช้อนหล่นลงมาบนจานโลหะ ส่งเสียงดัง ซึ่งจะปลุกคุณให้ตื่น…. ในทางทฤษฎีถือว่า อาการของคุณปกติดี คำอธิบาย….เมื่อหลับตา คุณตัดข้อมูล ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ควรฝึกวันละหลายครั้ง

4. พักกลางคัน ถ้าคุณไม่สนใจพักแป๊ปเดียวเพื่อให้ตนเอง กระปรี้กระเปร่า ก็ใช้วิธีนี้ นั่งท่าสบาย ๆ อยู่ที่โต๊ะ ทำงาน ของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่ไขว้ กัน หรือนอนท่าเหยียด ยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย 5 นาที เพื่อผ่อนคลาย ง่าย ๆ

5. สะสมการนอน "ช่วงสั้น" ใน วันทำงาน คงยากที่ จะนั่งสัปหงกหน้าแป้นพิมพ์ คอมพิวเตอร์ตอน บ่ายอ่อน ๆ เก็บสะสมความอยากเอนหลังนาน ๆ เป็นชั่วโมง ครึ่งถึงสองชั่วโมง (ซึ่งเป็นหนึ่งวัฏจักรของการ นอนหลับพักผ่อน ที่เต็มอิ่ม) เอาไว้ชดเชยตอนบ่ายของวันสุดสัปดาห์ คุณจะได้พักผ่อนอย่าง อิ่มเอม ใช้หนี้ความเหนื่อยล้าตลอดสัปดาห์

6. บอกเลิกการตีเทนนิสหรือการออกกายบริหารที่ฟิตเนสทุกเย็นวันอังคาร นอกเสียจากว่าคุณไม่ กลัวนอนดึก การเล่นกีฬาตอนหัวค่ำยิ่งไม่เอื้อ ต่อการนอน เพราะทำให้ร่าง กายสดชื่นตื่นตัว แต่ก็อีกนั่นแหละ ต้องจับตาดูความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน เพราะสิ่งที่ทำให้คนใกล้ตัว หลับบางที คือสิ่งที่กลับปลุกให้คุณตื่น

7. ลงมือฝึกชี่กง (ลมปราณ) ชี่กงเหมาะมากสำหรับสงบความคิดจิตใจ และขจัด ความอ่อนเพลีย ในไม่ช้าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำท่าที่ชวนให้ง่วงนอนเป็น

8. รับประทานอาหารค่ำแต่หัวค่ำ คุณจะรู้สึกว่าเวลาช่วงค่ำยาวนานขึ้น ควรหลีก เลี่ยงการเข้านอน "ขณะยังย่อยอาหารอยู่" ปล่อยให้เวลาผ่านไป อย่างน้อย สอง ชั่วโมงหลังอาหารค่ำแล้วจึงค่อยนอน

9. ค้นพบความเพลิดเพลินและประโยชน์ของการเดินย่อยอาหารมื้อค่ำ

10. ละเว้นสารกระตุ้นต่าง ๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำชา….ความจริง ที่มนุษย ์ส่วนใหญ่ยังคงละเลยอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถจะรับและ มีปฏิกริยา โต้ตอบ พิเศษกับคาเฟอีนก็ตาม เพราะระบบเผาผลาญ บางคนต้อง ใช้เวลาสิบสอง ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกำจัดกาแฟเพียงถ้วยเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่คำว่า "kawa" หรือ "กาแฟ" ในภาษาอาหรับ หมายถึง "ตัวทำลายความง่วง"

11. จงหาว ถ้าเกิดง่วงนอนและมีอาการหาวบ่อย ๆ การบังคับตนเองให้หาว จะช่วย ผ่อนคลาย ได้และทำให้อยากนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ได้ยืดแข้งยืดขาด้วย

12. ดื่มเครื่องดื่มชาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกล่อมประสาทอย่าง ชาคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์….จะช่วยให้นอนหลับได้

13. ลดปริมาณอาหาร และ กลูไซด์ (อินทรียสารในคาร์โบไฮเดรต) ตอนมื้อค่ำ หลีกเลี่ยงน้ำตาล ของหวานที่หวานจัด น้ำผึ้ง น้ำอัดลม…. เพราะเสี่ยงที่จะ เสริม ให้ โลหิตมี ปริมาณกลูโคสต่ำกว่าปกติในตอนกลางคืน

14. รับประทานแอปเปิ้ล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนม ตามความเชี่อที่ว่า อาหารเหล่า นี้เป็นเพื่อนกับความง่วง เพราะประกอบด้วยสารหลักใน ตัวยาที่ออกฤทธิ์ วิตามินและเอ็นไซม์ที่เป็นสื่อกลางช่วยให้ง่วงเหงาหาวนอน ควรเลือกผลิตภัณฑ ์จากนมที่ย่อยได้ง่ายที่สุด อย่างโยเกิร์ต (นมเปรี้ยว) นมข้น และเนยแข็งสีขาว ดีกว่าพวกเนยแข็งที่ ไขมันสูงและผ่านการหมักเชื้อ สำหรับอาหารค่ำ ควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย เลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมัน ผลิตภัณฑ์จากหมูเนื้อ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส

15. ก่อนเข้านอนอย่าดื่มน้ำมากเกินไป แต่ให้ดื่มมาก ๆ ในระหว่างวันตั้งแต ่เวลา 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจงลดการบริโภคของเหลว

16. ปกป้องตนเองให้พ้นจากเสียงรบกวนหาสำลีอุดหูหรือติดกระจกซ้อนสองชั้น ปูพรมตลอดห้อง ใช้เพดาน เก็บเสียง….เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทีเราใช้ ชีวิต อยู่มีส่วนในการลด ทอนคุณภาพการนอนได้

17. หัวเราะวันละหลาย ๆ ครั้ง การหัวเราะเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติและ เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาท สำหรับบางคน "หัวเราะนาทีเดียวมี ค่าเท่ากับการ ผ่อนคลายร่างกายสี่สิบห้านาทีเต็ม"

18. การพักผ่อนนอนหลับเป็นเรื่องใหญ่ ที่นอนเป็นเรื่องสำคัญ จงหันไปเลือก ฟูก ขนาด 160 คูณ 200 ซ.ม. กว้างขวางกว่าฟูกมาตรฐานขนาด 140 คูณ 190 ซ.ม. หรือ ไม่ก็ไปหาฟูกแบบอเมริกัน เลือกตามชอบใจว่าจะเป็น คิงไซส์ ขนาด 190 คูณ 200 ซ.ม. หรือแคลิฟอร์เนียนคิงไซส์ ขนาด 180 คูณ 210 ซ.ม.

19. เพื่อความสมดุลสงบ เวลานอนควรตรวจสอบทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับการวาง เตียงนอน คือให้ศีรษะหันไปทางทิศเหนือ เท้าไปทางทิศใต้ตามทิศทาง ของคลื่นแม่ เหล็กโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าให้ศีรษะหันไปทางทิศ ตะวันออก

20. ถ้าคุณต้องทาสีผนังห้องนอนใหม่ ขอให้ทราบด้วยว่าสีฟ้ากลาง ๆ เป็นสีสำหรับ การนอนที่ดีที่สุด

21. กรองแสงสว่างเหมือนกับการหรี่ศูนย์ความรู้สึดตื่นของเราค่อย ๆ หรี่จาก แสง สว่างจ้าให้มืดลงเรื่อย ๆ ลดไฟฟ้าในห้องนอนของคุณ หรือปิดตาสักครู่ ก่อน ดับไฟ คุณจะ ช่วยร่างกายให้ปฏิบัติหน้าที่ ง่ายขึ้นโดยช่วงเวลา เปลี่ยนแปลงคือ สองสามนาที และปฏิบัติกลับกันในตอนเช้า

22. ไม่ควรนำต้นไม้ใบเขียวไว้ในห้องนอน อย่างน้อยเวลากลางคืน หลีกเลี่ยง ไม่ให้ มาแย่งออกซิเจน

23. ใช้วารีบำบัด สปาบางแห่งเสนอวิธีบำบัดที่ช่วย ให้คุณค้นพบกุญแจ สำหรับการ นอนหลับใน โปรแกรม ประกอบด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ในสระว่ายน้ำ ที่ บรรจุน้ำทะเลอุ่น ๆ ตามด้วยเสียงดนตรีใต้น้ำ การแช่น้ำ ในอ่างจากุชซี่ที่ผสม หัวน้ำมันดอกลาเวนเดอร ์จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

24. อย่าให้ห้องนอนของคุณร้อนเกินไป จะดีที่สุดให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส

25. ควบคุมการหายใจขณะตื่นอยู่ ร่างกายเพิ่มการหายใจในระดับทรวงอกเอง โดยสัญชาตญาณ จงหายใจเข้าช้า ๆ และลึก ๆ โดยใช้ท้องอย่างไม่ต้องฝืน และ ต่อเนื่องกันราบ รื่น หายใจออกแล้วหยุดไว้สองวินาที ก่อนหายใจใหม่ อีกครั้ง การหยุดช่วงสั้น ๆ นี้มีบทบาททำให้ระบบประสาทสงบลง ให้ปฏิบัติ การหายใจ ในท่านอนเหยียดยาว ก่อนนอน

26. นวดตัว โดยเน้นที่เท้า กลุ่มเส้นประสาท เส้นโลหิต หรือต่อมน้ำเหลือง ด้วยน้ำมันหอม ระเหยผสมลงไปในน้ำมันฐาน หรือครีมที่เป็นกลาง ถ้าชอบจะ เพิ่ม น้ำมันหอมระเหย (ดอกลาเวนเดอร์ ดอกมาร์จอแลน ดอกบาซิลิก หรือเนโรลี) โดยหยดผสมไปกับน้ำมันฐาน (น้ำมันหอม ระเหยมากที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันฐานถ้าเป็นไปได้ ใช้ชนิด บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามธรรมชาติ) เทคนิค อื่นในการคลาย เครียดได้แก่ การใช้ฝ่ามือทั้งสองนวด โดยกางนิ้วออก นวดศีรษะเบา ๆ ไล่จากคางขึ้น ไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับ ลง มาที่ท้ายทอย คุณนวดที่หางตาได้ ด้วยเช่นกัน

27. ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีนี้ช่วยลดภาวะตึงเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ การนอนง่ายคือบังคับควบคุม ความรู้สึกของสายตาและ ไม่คิดอะไรอีกต่อไป ได้สำเร็จ ขณะ นอนหลับ สัมผัสทั้งห้าของเราถอดสายปลั๊ก ตามธรรมชาต ิเริ่มต้น จากการมอง การรับกลิ่น การรับรส การสัมผัส และสุดท้ายการได้ยิน

28. อาบน้ำร้อน โดยค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจาก 35 ถึง 39 องศาเซลเซียส การทำเช่นนี้มี ปฏิกริยากล่อมประสาทให้ง่วงนอน (สำหรับแปดในสิบหน) คุณสามารถเติมสมุนไพร สกัดลงในอ่างน้ำร้อนได้ แต่เพื่อความเพลิดเพลิน เท่านั้น เพราะมีเพียงความร้อนเท่านั้นที่ ทำปฏิกริยา คุณเพียงแต่แช่ เท้าใน น้ำร้อน ก็ได้ ซึ่งจะต่อเนื่องถึง อุณหภูมิของร่างกาย และมีผลผ่อนคลายกลุ่ม ร่างแหเส้นประสาท หรือเส้นโลหิต หรือหลอดน้ำเหลือง ให้ปฏิบัติ ก่อนเข้านอน

29. เพียงแค่วางมือทั้งสองข้างบนหน้าท้อง ความร้อนจากมือช่วยผ่อนคลาย อวัยวะภาย ในช่องท้องที่ ขวางการไหลเวียนพลังงาน

30. อย่าคาดหมายล่วงหน้า พยายามอย่านึกคิดล่วงหน้าถึง การนัดหมาย สำคัญทาง อาชีพการงานใน วันรุ่งขึ้น แนวคิดคือเข้านอนดึกด้วย ความกังวลจะทำให้ คุณหลับ ไม่ลง

31. ผ่อนคลายตัวเองด้วยการหลับตาและจินตนาการถึงการอาบน้ำ ฝักบัวเย็น ฉ่ำ ที่ราดรด ลงมาจาก ศีรษะแล้วไหลไปตามลำคอ นำพาความเครียดทั้งวัน ที่ผ่านมาให้ไหลไป ตามทางน้ำ หรือใช้วิธีหายใจลึก ๆ อย่างรู้สติเป็นชุด ๆ ผสานกับการคิดแต่ในแง่ดี ("ฉันยอมหลับอย่างวางใจ" "ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เต็มที่")

32. สามชั่วโมงก่อนนอน บอกเลิกกิจกรรมทุกอย่างที่คร่ำเคร่งและใช้สติปัญญา หยุดอ่านหนังสือถ้ามัน จุดจินตนาการของคุณให้ทำงาน ผลักดันให้ฝันหรือ ใช้ความคิดใคร่ ครวญ

33. พยายามคอยสังเกตสิ่งที่คุณทำแล้วหลับได้สนิทดี จะได้นำมาใช้ใหม่ ในค่ำคืน ที่นอนไม่หลับสักที

เพียงเท่านี้การนอนก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปลองทำกันดูนะค่ะ

 
     
12月30日

อีกสาเหตุแห่งโรคเครียด ^ ^

     
 

"อีกสาเหตุแห่งโรคเครียด"

โรคเครียด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "ไมเกรน" นั้น อาจเกิดจากสาเหตุหลายสาเหตุด้วยกัน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นไมเกรนได้ก็คือ ´ยาเม็ดคุมกำเนิด´

ผลการศึกษาของดร.คาเรน เอจิดิอุส จากศูนย์ปวดศีรษะแห่งชาตินอร์เวย์ หัวหน้าคณะนักวิจัยชุดนี้ เผยว่าสตรีบางคนมีอาการไมเกรนขณะมีรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และจะมีอาการหลังจากที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดไปเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สูงกว่าระดับปกติถึง 4 เท่า ส่งผลให้ฮอร์โมนลดลงอย่างมากในระหว่างมีรอบเดือน

"ทานยาคุมมักเกิดไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทาน"

คณะนักวิจัยศึกษาข้อมูลของสตรี 13,944 คน ที่ตอบคำถามเรื่องการทานยาเม็ดคุมกำเนิดและการปวดศีรษะพบว่า สตรีที่ทานยาเม็ดคุมกำเนิดมักมีอาการไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทานประมาณร้อยละ 40 และมีอาการปวดศีรษะที่ไม่ใช่ไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทานร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม ไม่พบหลักฐานว่าปริมาณฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปวดศีรษะ

นักวิจัยแนะนำให้แพทย์สั่งจ่ายฮอร์โมนเอสโตรเจน 2-3 วัน ก่อนมีรอบเดือนแก่สตรีที่มีอาการปวดศีรษะขณะทานยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อรักษาระดับออร์โมนไม่ให้ลดลงมาก หรือให้สตรีกลุ่มนี้ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนนานติดต่อกัน 3 เดือน โอกาสปวดศีรษะก็จะลดลงเหลือปีละ 4 ครั้ง แทนที่จะเป็นทุกเดือน

 
     
12月27日

นิสัย 10 อย่างทำให้สมองฝ่อเร็ว

     
 

1. ไม่ทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป
การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)

3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป
การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง

5. มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

 
     
12月25日

ท่านอนทีดี

     
 

แพทย์ศิริราช แนะท่านอนที่ทำให้หลับสบาย ตื่นขึ้นมาสดชื่น "นอนตะแคงขวา" ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก บรรเทาอาการปวดหลัง ส่วนผู้ถนัดนอนตะแคงซ้าย อาจทำให้เกิดลมจุกเสียดที่ลิ้นปี่ จึงควรกอดหมอนข้างพร้อมพาดขา ป้องกันขาชาจากการนอนทับเป็นเวลานาน

น.พ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาเพื่อนอนหลับถึง 1 ใน 3 ของอายุขัย ขณะนอนหลับท่านอนเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน และตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย

ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปคนเรานิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่านอนมาตรฐาน การนอนหงายที่เหมาะสมนั้น ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้มีอาการปวดหลังการนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย

สำหรับท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ คือท่านอนตะแคงขวา เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้าง และพาดขาไว้เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร

ส่วนท่านอนคว่ำ เป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทั้งยังทำให้ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลังหรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำจึงควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ

 
     

 

 

คริสต์มาส คืออะไร
วันคริสต์มาส คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก เป็นวันฉลองที่มีความสำคัญ และมีความหมายมากที่สุดวันหนึ่ง เพราะชาวคริสต์ถือว่า พระเยซูมิใช่เป็ แต่เพียงมนุษย์ธรรดาๆ ที่มาเกิดเหมือนเด็กทั่วไป แต่พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด และมีพระธรรมชาติเป็น พระเจ้า และเป็นมนุษย์ในพระองค์เอง การบังเกิดของพระองค์ จึงเป็นเหตุการณ์ พิเศษ ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนด้วย


ประวัติการประสูติพระเยซูเจ้า
ในเวลานั้น จักรพรรดิออกัสตัส รับสั่งให้ราษฎรทุกคน ในอาณาจักรโรมัน ไปลงทะเบียนสำมะโน ประชากร โยเซฟและมารีย์ ซึ่งมีครรภ์แก่จึงต้องเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม อันเป็นเมืองที่กษัตริย์ดาวิดประสูติ พอดีถึงกำหนดที่มารีย์จะคลอดบุตร เธอก็ได้คลอดบุตรชายหัวปี เธอเอาผ้าพันกายพระกุมารแล้ววางไว้ใน รางหญ้า เนื่องจากตามโรงแรมไม่มีที่พักเลย คืนนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้า ปรากฎแก่พวกเลี้ยงแกะ พวกเขาตกใจกลัวมาก แต่ทูตสวรรค์ปลอบพวกเขาว่า "อย่ากลัวไปเลย เพราะเรานำข่าวดีมาบอก คืนนี้เอง ในเมืองของกษัตริย์ ดาวิด มีพระผู้ช่วยให้รอดประสูติ พระองค์นั้นเป็นพระคริสต์พระเป็นเจ้า นี่จะเป็น หลักฐานให้พวกท่านแน่ใจคือ พวกท่านจะพบพระกุมารมีผ้าพันกาย นอนอยู่ในรางหญ้า"
ทันใดนั้น มีทูตสวรรค์อีกมากมาย ร้องเพลง สรรเสริญ พระเจ้าว่า " Gloria in Excelsis Deo ขอเทิด พระเกียรติพระเจ้าผู้สถิตย์ในสวรรค์ชั้นสูงสุด สันติสุขบนพิภพจงเป็นของผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย


ทำไมจึงฉลองคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคม
ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ (ลก.2:1-3) บันทึกไว้ว่าพระเยซูเจ้าบังเกิด ในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ออกัสตัส ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยมีคีรินิอัสเป็นเจ้าครองเมืองซีเรีย ซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า เป็นวัน หรือเดือนอะไร แต่นักประวัติศาสตร์ให้เหตุผลว่า ทื่คริสตชน เลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาส ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา เนื่องจาก ในปี ค.ศ. 274 จักรพรรดิเอาเรเลียน ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลอง วันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะพระจักรพรรดิก็เปรียบเสมือน ดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์
คริสตชนที่อยู่ในจักรวรรดิ โรมันรู้สึกอึดอัดใจที่จะฉลอง วันเกิดของสุริยเทพตามประเพณีของ ชาวโรมัน จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 330 จึงเริ่มมีการฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ และอย่างเปิดเผย เนื่องจากก่อนนั้น มีการเบียดเบียนศาสนาอย่างรุนแรง (ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 64-313) ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย


ความสำคัญของวันคริสต์มาส
คริสต์มาส เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่งในศาสนาคริสต์ มิใช่เป็นวันสำคัญฝ่ายร่างกายจัดงาน รื่นเริงภายนอกเท่านั้น ซึ่งเป็นแต่เพียงเปลือกนอกของการฉลองคริสต์มาส แต่แก่นแท้อยู่ที่ความรัก ของพระเจ้าที่ มีต่อโลกมนุษย์ นั่นคือ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ มากจน ถึงกับยอมส่งพระบุตรแต่องค์เดียว ของพระองค์ ให้มาเกิดเป็น มนุษย์ มีเนื้อหนังมังสา ชื่อว่า "เยซู"
การที่พระเจ้าได้ถ่อมองค์และเกียรติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากการเป็นทาส ของความชั่ว และบาปต่างๆ นั่นเอง
ดังนั้นความสำคัญของวันคริสต์มาสจึงอยู่ที่การฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อโลกมนุษย์ อย่างเป็นจริง เป็นจัง และเห็นตัวตนในพระเยซูคริสต์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น


ประวัติวันคริสต์มาส
คริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เรา เฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ โบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า เพราะการร่วมพิธีมิสซาเป็นประเพณีสำคัญที่สุดที่ชาวคริสต์ ถือปฎิบัติกันในวันคริสต์มาส
คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรก ในเอกสารโบราณ เป็นภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อย ๆ ในเทศกาลนี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุข และความสงบทางใจ

เพราะฉะนั้นคำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบ ทางใจ
เนื่องใน โอกาสเทศกาลคริสต์มาส ส่วนภาษาไทยใช้อวยพรด้วยประโยคว่า "สุขสันต์วันคริสต์มาส
Merry Christmas "


การร้องเพลงคริสต์มาส
เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ คืนอันศักดิสิทธ์ "

ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอากาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก


เทียนและพวงมาลัย
ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้นในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุกอาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อนคริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา
ซึ่งต่อมามีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรงกลาง 1 เล่มไปแขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่านไปมา ได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็นสัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า


การทำมิสซาเที่ยงคืน
เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้วในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ
พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน พระสัน ตะปาปาก็ทรงถวายบูชา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พัก เป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และสัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อ สัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติ ของพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมี ธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน 


ซานตาครอส
ตัวจริงของซานตาครอส คือ นักบุญนิโคลัสซึ่งเป็นบาทหลวงในตุรกี ช่วงคริสต์ศตวรรษที่สี่ ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องความใจดี โดยเฉพาะกับเด็กๆ ต่อมาท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วฮอลแลนด์ในชื่อ "ซินเตอร์คลาส" ราวค.ศ.1870 ชาวอเมริกันเรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น"ซานตาคลอส" ตั้งแต่แรกจนถึงค.ศ. 1890

ภาพของซานตาคลอสเป็นชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียว หรือน้ำตาลสลับแดง เจนนี ไนสตรอม ศิลปินชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นรูปลักษณ์ของซานตาครอสอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน โดยวาดภาพลงในบัตรอวยพรคริสต์มาส ภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อชาวสวีเดนอีกคนชื่อ แฮดดอน ซันด์บลอม นำภาพวาดของไนสตรอมสวมชุดขาว

12月20日

อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค

 
 

Menu:

 

เคยมั้ย ที่เวลาเราไม่สบาย บางทีจะได้ยินคุณยาย หรือคุณแม่ บอกว่า "ห้ามกินโน่น ห้ามกินนี่" เพราะว่ามันเป็นของแสลง เชื่อว่าบางคนคงยังงงกับคำว่า "แสลง" อยู่เลย "ของแสลง" ก็คือบรรดาอาหารที่ไม่ถูกกับโรคทั้งหลายแหล่ยังไงล่ะ

1. เป็นไข้หวัด
มีไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2. โรคกระเพาะ
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

3. โรคความดันเลือดสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้... ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน

4. โรคตับและถุงน้ำดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไป จะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง และเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5. โรคหัวใจและโรคไต
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงาน และหัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

6. โรคเบาหวาน
หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับประทานอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

7. นอนไม่หลับ
หลีกเลี่ยงชา กาแฟ (รวมทั้งการสูบบุหรี่) เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท

8. โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

9. ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด
ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ

10. สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ
งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

 
.

 

   ก็กลับมาอัพแล้วนะครับ อิอิ แล้วผมจะค่อยๆตามไปเมนซ์สมาชิกเก่าวันละนิดนะคับ

9月5日

ขาสวยด้วยการออกกำลังกาย

 

1. ท่าบริหารบั้นท้าย
เป้าหมายคือขาอ่อนส่วนหน้าและกำจัดบั้นท้ายหนา โดยออกกำลังกล้ามเนื้อที่ก้น
วิธีทำ ยืนแยกขางอเข่าเล็กน้อย หลังตรง มือเท้าสะเอว งอเข่าทำมุมเก้าสิบองศาแล้วเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยจนตัวค้อมลงมาหาขาอ่อน ส้นเท้าแนบพื้น ลดตัวลงไปกระทั่งก้นอยู่ในระดับเดียวกับเข่า เกร็งไว้หนึ่งวินาที จากนั้นค่อยๆหวนกลับมาท่ายืน ทำซ้ำ 20 ครั้ง


2. ท่ายืดเส้นสายขาอ่อน
เป็นท่าทำยากแต่ถ้าอยากให้กล้ามเนื้อขาอ่อน หน้าขาและหลังขาแข็งแรงก็คุ้มค่าน่าทำ
วิธีทำ ยืนตรงยื่นขาหนึ่งไปข้างหน้า ตัวตรง หน้าท้องแขม่ว งอเข่าลงทิ้งน้ำหนักที่ส้นเท้าเพื่อใช้งานกล้านเนื้อสะโพก เกร็งไว้หนึ่งวินาที แล้วค่อยๆกลับท่าเดิม ทำซ้ำ 15 ครั้ง จากนั้นทำกับขาอีกข้าง 15 ครั้งเช่นกัน


3. ขาอ่อนปราดเปรียว
เป็นท่าที่เหมาะสำหรับออกกำลังขาอ่อนด้านใน
วิธีทำ นอนตะแคงซ้าย งอเข่าขวาพาดพื้น ขาซ้ายตรง ค่อยๆยกขาซ้ายขึ้น เกร็งไว้หนึ่งวินาทีแล้วยกลง ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง แล้วสลับกับขาอีกข้าง



4. ออกกำลังขาอ่อนส่วนนอก
ท่านี้เน้นที่ขาอ่อนด้านนอกเพื่อให้แข็งแรงได้รูป
วิธีทำ นอนตะแคงข้าง งอเข่าขวาเล็กน้อย มือขวารองรับศรีษะไว้ ขาซ้ายเหยียดตรงแล้วค่อยๆยกขึ้น เกร็งไว้หนึ่งวินาทีแล้วลดลง ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง จากนั้นสลับทำกับอีกข้าง


5. ขาอ่อนเรียว
เตรียมตัวให้ดีสำหรับท่านี้ ซึ่งจะออกกำลังขาอ่อนด้านในและนอกสุดๆ
วิธีทำ ยืนตรงแยกขา มือเท้าสะเอว ย่อเข่าขวาลงแล้วก้าวเท้าออกมาข้างหน้ากระทั่งขาอ่อนขวาขนานกับพื้น อย่าให้เข่ายื่นเลยข้อเท้าขวา ค่อยๆรั้งเท้าซ้ายกลับ กดแนบพื้นเพื่อสร้างแรงต้านกระทั่งเท้ามาคู่กันและกลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำกับขาซ้าย ทำข้างละ 15-20 ครั้ง

หมายเหตุ :: ให้ทำวันละสองครั้ง (เช้าและเย็น)

8月3日

คตเซ็ง

   ช่วงนี้คงงดอัพสเปซซักแปปนะครับ เนื่องจากเซ็งอย่างแรง กับการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ยิ่งใหญ่เกินไปของมานนนนนนนนนนนน   ก้อขอบคุณทุกท่านนะครับที่มาอุดหนุนสเปซ ผมนะครับ อิอิ
8月2日

อาการเมื่อควรหยุดออกกำลังาย

 
 

Menu:

 

อาการอย่างไรที่แสดงว่าควรหยุดออกกำลังกาย

ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรหยุดออกกำลังกายทันที
1. รู้สึกเหนื่อยผิดธรรมดาที่เคย
2. เวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
3. ใจสั่นเต้นระริกผิดธรรมดา
4. คลื่นไส้
5. หน้ามืด ตาลาย
6. หายใจขัด ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง

หรือถ้ามีการเจ็บป่วยเกิดอุบัติเหตุ ควรหยุดทันที ไม่ควรฝืน เพราะจะทำให้เจ็บป่วยมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยหลังพักผ่อนแล้ว อาการดีขึ้นหรือหายไป อาจออกกำลังกายต่อได้ แต่ต้องระมัดระวังและถ้ามีอาการเกิดขึ้นอีกต้องหยุดทันที
 
.

 

 

Sorry Na KUbbbbbbbb

[-/_\-]

8月1日

เม็ดแมงลัก

..  
ชื่อแมงลักปรากฎในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ เช่นเดียวกับกะเพรา บอกว่า " แมงลัก , คือต้นผักอย่างหนึ่ง , ใบมัน , กินเป็นกับข้าว , ลูกเมล็ดมันเขากินเป็นของหวานได้ "
 
จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย บอกว่า ใบแมงลักหนัก 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพรา และโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม
บทบาทเด่นในจานอาหารของแมงลัก เห็นทีจะเป็น ... แกงเลียง บางบ้านใช้แมงลัก เป็นผักรองห่อหมก นอกจากแกงเลียงแล้ว ขนมจีนก็ต้องมีแมงลัก เป็นผักแกล้ม หากกินเส้นขนมจีนขาวซึ่งเป็นแป้งหมัก มักมีลมกักในท้อง แมงลักมีฤทธิ์ช่วยขับลม จึงเหมาะที่จะกินกับขนมจีนมากที่สุด 
ในตำราสมุนไพรไทย ระบุว่า ใบแมงลักช่วยแก้ลม วิงเวียน ขับลมในลำใส้ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร แก้ซางในเด็ก
 
เม็ดแมงลัก - ก็กินอร่อย ใช้ชงกับน้ำร้อนจนเม็ดพองเต็มที่ เติมน้ำผึ้งลงไปตามชอบ หรือชงกับน้ำสมุนไพร อย่างเก็กฮวย ดอกคำฝอย หรือเกสรบัวหลวง ก็อร่อยและหอม รับประทานก่อนนอนช่วยระบาย ข้อสำคัญ ต้องให้เม็ดแมงลักพองเต็มที่ และดื่มน้ำมากๆหน่อย
 
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ยังบอกว่า เม็ดแมงลักช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรค
 

 

 

 

 

ขอโทษนะคร๊าบบบบบบบบบ

{-/.\-}

7月31日

เรื่องของกะเพรา

.

กะเพรามี 2 แบบ คือ กะเพราแดง กับกะเพราขาว กะเพราแดงสีออกม่วงๆ กลิ่นฉุนกว่า รสเผ็ดร้อนกว่า ใช้ปรุงอาหารไม่ค่อยอร่อย แต่ใช้เป็นยาได้ผล อย่างที่บอก หมั่นรดน้ำสักหน่อย กะเพราก็โตวันโตคืน หากกินไม่ทัน หมั่นใช้กรรไกร ตัดยอดที่ช่อดอกเริ่มแก่ทิ้งบ้าง ขืนปล่อยให้ทุกยอดมีดอกแก่ กะเพราต้นนั้นจะตายเร็ว

 

กะเพรา - อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก กลิ่นและรสของกะเพรา ช่วยเรียกน้ำย่อย เวลาอึดอัด ไม่สบายท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด ให้ใช้กะเพราหนึ่งหยิบมือ ชงกับน้ำร้อนดื่ม สักพักอาการจะดีขึ้น
 
ในทางวิทยาศาสตร์ ยังค้นพบว่ากะเพรา มีเบต้าแคโรทีนสูง มีผลช่วยในเชิงป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ ส่วนแคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่มีในปริมาณสูงนั้น สองแร่ธาตุจะช่วยกันบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
 
หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้ใช้ใบสดหนึ่งกำมือ ต้มน้ำดื่มทีละน้อย บางตำราบอกว่า ใบกะเพราสดนำมาแกงเลียง ให้สตรีหลังคลอดกิน ช่วยขับลม บำรุงธาตุ และบำรุงน้ำนม
ถ้าเป็นกลากเป็นเกลื้อน ใช้ใบสด 15-20 ใบ ตำหรือขยี้ ใช้น้ำทาถูบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน วันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย
น้ำมันหอมที่กลั่นจากใบกะเพรา ใช้ฆ่าเชื้อโรคและไล่แมลงได้ หรือหยดในอ่างอาบน้ำ ช่วยลดความเครียด
 
ในยุค " น้ำสมุนไพร " กำลังเฟื่อง ทางกระทรวงสาธารณสุข แนะนำสูตรปรุงน้ำ " กะเพราแดง " มาให้ลองปรุงชิมกันด้วยค่ะ ใช้ใบกะเพราแดง 1 ช้อนชา ( ราวๆ 5 กรัม ) ชงกับน้ำเดือด 200 กรัม ( ราวๆ 14 ช้อนคาว ) ทิ้งไว้ 5-10 นาที ค่อยๆดื่ม หรือชงใส่กระติกน้ำร้อนเก็บไว้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี
 

..
7月30日

เรื่องของมะเขือเทศ

 

 

 

 

 

 

 

มะเขือเทศ

 

มะเขือเทศที่คนไทยนิยมนำมาเป็นอาหารหลักคือ มะเขือเทศสีดา นำมาทำเป็นส่วนประกอบของส้มตำที่ดังไปทั่วโลก นำมาทำเป็นส่วนประกอบ ของอาหารบาร์บีคิว (barbicue) แบบไทยๆ คือเนื้อวัวสดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมชุบสอสเสียบไม้ ร่วมกับหอมหัวใหญ่ตัดเป็นชิ้น พริกยักษ์ สับปะรดตัดเป็นชิ้น และมะเขือเทศทั้งผลย่างไฟสุกๆดิบๆ ยังนิยมเอามะเขือเทศสีดาใส่ในซุปเนื้อ ซุปไก่ ทำน้ำพริกอ่อง ผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น
 
คุณค่าทางอาหารของมะเขือเทศที่สำคัญคือ ไลโคฟีน (Lycopene) เป็นพิกเม้นท์สีแดง (red pigment) ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) หรือสารต้านมะเร็งมีกรดแอมิโนกลูตามิก (glutamic) สูงเป็นตัวเพิ่มรสชาติอาหาร มีคุณค่าทางอาหารโดยทั่วไปพอประมาณ 
ผลทางเภสัชวิทยา
 
ผลสดมะเขือเทศมี วิตามินเอ วิตามินซี มีกรดมาลิก (malic acid) และกรดซิตริก (citric acid) เมื่อนำน้ำคั้นจากผลมะเขือเทศ ให้สัตว์ทดลองกิน มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และในตับ และยังมีผลลดความดันเลือด และกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ในสัตว์ทดลองด้วย
 
สารโทมาทีน (tomatine) จากต้นมะเขือเทศมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคพืช หรือโรคคนได้ (แต่ฤทธิ์ไม่แรง) มีฤทธิ์แก้อักเสบในสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ลดความดันเลือดสูงที่เกิดจากฮีสตามีน (histamine) และมีฤทธิ์ต่อต้านฮีสตามีน ได้ค่อนข้างสูงในสัตว์ทดลอง

สรรพคุณทางสมุนไพร
 
ผลสดรสเปรี้ยวชุ่มเย็นเล็กน้อย ทำให้เจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ และเบื่ออาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะที่ใช้เป็นอาหารกับคนไข้ซูบผอม เป็นวัณโรค ไทฟอยด์ เยื่อตาอักเสบ หูอักเสบ คนไข้โรคนิ่ว
ผลมะเขือเทศมีรสเปรี้ยว เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นและบำรุงกระเพาะอาหาร ไต และลำไส้ ช่วยขับพิษ และสิ่งคั่งค้างต่างๆในร่างกาย
 
ใบสดบดเป็นผงละเอียด เป็นยาเย็นใช้ทาแก้ผิวหนังถูกแดดเผา และใช้ชงน้ำร้อน นำมาเป็นยาพ่นกำจัดหนอน ที่มากัดกินใบผักได้
น้ำมันจากมะเขือเทศผสมทำเป็นยาขี้ผึ้ง มีฤทธิ์แก้โรคผิวหนังจากเชื้อรา ทาแล้วไม่ระคายผิวหนัง
 

7月29日

เกิดอะไรขึ้นยามที่คุณหลับ

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งในสามของช่วงเวลาชีวิตของคนเราถูกใช้ไป เพื่อพักผ่อนนอนหลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ที่จำเป็นอย่างยิ่งของการมีสุขภาพที่ดี การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
จะช่วยซ่อมแซมในระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และกระตุ้นระบบบันทึกความทรงจำ
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเตรียมจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานต่าง ๆ
ในวันรุ่งขึ้นอีกด้วยผู้เชี่ยวชาญแห่งศาสตร์ของการนอนหลับ
และองค์การอนามัยโลกได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องความสัมพันธ์ในระหว่าง
การนอนหลับกับการดำรงชีวิต ซึ่งผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า
การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั้น ส่งผลกระทบต่อสมอง และร่างกายของคนเรา
และระหว่างที่คุณหลับอยู่นั้นคุรทราบหรือไม่ว่าในแต่ละชั่วโมงร่างกาย
จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังนี้

เมื่อศีรษะถึงหมอน ... เมื่อเราเริ่มหลับ กล้ามเนื้อและระบบประสาทจะเริ่มผ่อนคลาย
เข้าสู่ภาวะดวงตาของเราเริ่มเคลี่อนไหวน้อยลงและสมองลดระดับการทำงานลงด้วย
ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย หายใจช้าลง ต่อมน้ำคัดหลั่งภายในจะผลิตฮอร์โมน
ที่กระตุ้นการสร้างเนื่อเยื่อและพัฒนาทางเพศร่างกายมีการดูดซึมโซเดียม
เพื่อพัฒนาการตอบสนองต่อความเครียด หรือกดดันที่พบในชีวิตประจำวัน

เที่ยงคืน ... การหลั่งฮอร์โมนของต่อมที่กระตุ้นการหลั่งนั้นจะเกิดขึ้นในระหว่าง
30-90 นาทีแรก ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ซับช้อนและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตีหนึ่ง ... ช่วงนี้เป็นการนอนหลับที่วุ่นวายสับสนดวงตามีการเคลื่อนไหวที่
รวดเร็วในขณะที่คุณหลับ เรียกการนอนหลับในช่วงนี้ว่า REM(RAPID EYE MOVEMENT)
เซลประสาทในสมองมีอัตราถี่ขึ้น และระบบไหลเวียนของโลหิตก็เพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าคุณฝันในลักษณะนี้จะเป็นความฝันที่โลดโผน และตื่นเต้น
และถ้าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะทำไห้คุณตื่นเร็วขึ้นและรู้สึกอ่อนเพลีย

ตีสอง ... ในช่วงนี้ระบบการทำงานของอวัยวะเพศถูกกระตุ้น
ทำไห้มีการไหลเวียนของเลือดสู้ช่องคลอดมากขึ้น
หรืออาจทำไห้เกิดการแข็งตัวในอวัยวะเพศชาย

ตีสาม ... การนอนหลับของคุณเริ่มขยับเคลื่อนที่เข้าสู่สภาวะที่หลากหลาย
เข้าสู้ช่วงการนอนแบบ NREM(NONRAPID EYE MOVEMENT! )
ดวงตาจึงไม่มีการเคลื่อนไหวไนระยะเวลานานพอสมควร

ตีสี่ ... ร่างกายคุณอาจตื่นเป็นระยะ ๆ จากการฝันแบบ REM (RAPID EYE MOVEMENT)
อุณหภูมิปรับสูงขึ้น ซึงเพิ่มโอกาสรู้สึกตัวขึ้นได้ แต่ยังมีฮอร์โมน 2 ตัว
ในร่างกายคือ เมลาโทนิน กับ คอธิซอลที่ช่วยไห้คุณหลับต่อไปอย่างสบาย

ตีห้า ... ร่างกายของคุณจะเริ่มสงสัญญาณบอกอย่างหนึ่ง
เพื่อเตือนว่าใกล้เวลาถึงเวลาตื่นแล้ว โดยเฉลี่ยประมาณ 60-90 นาที
ก่อนที่คุณจะตื่นนอนไตของคุณจะผลิต CORTISOLSPIKE
ซึ่งผู้เชียวชาญอธิบายถึงการทำงานของฮอโมนชนิดนี้ไว้ว่ามัน
จะทำหน้าที่เหมือนนาฬิกาปลุกในร่างกาย

ในยามเช้า ... นาฬิกาปลุกในร่างกายที่อยู่ในสมองส่วนหน้า ตรงที่มีต่อม
HYPOTHALAMUS จะทำหน้าที่สงสัญญาณไปแจ้งให้คุณตื่น
จากการนอนหลับที่ยามนาน ร่างกายจะปรับตัวไปสู่ภาวะ
ที่ตรงกันข้ามกับระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับ
ระบบหมุนเวียนของเลือดจะกลับสู่ระดับปกติ
ปริมาณอากาศเข้าสู่ปอดทั้งสองข้างเพิ่มขึ้น
และอุณหภูมิในร่างกายก็ปรับตัวสูงขึ้น
ร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติฉะนั้นการที่ร่างกายได้หลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ก็ช่วยไห้คุณมีอารมดีสดชื้นแจ่มใส สมองปลอดโปร่ง
พร้อมรับกิจกรรมอันแสนหนักของคุณได้อย่างเต็มที่

 

7月28日

บลูเบอรี่เพื่อสุขภาพ

 

 

 

 
 

บลูเบอร์รี่ เพื่อสุขภาพ

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาวุธลับของบลูเบอร์รี่นั้นซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มหรือสีเขียวอมม่วงสดของบลูเบอร์รี่ 

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาวุธลับของบลูเบอร์รี่นั้นซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มหรือสีเขียวอมม่วงสดของบลูเบอร์รี่ โดยในบลูเบอร์รี่จะมีสรรพคุณช่วยทำให้ผนังเส้นเลือดมีความแข็งแรง ช่วยให้ผิวหนังเรียบแข็งแรง และช่วยผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยหยุดอาการเส้นเลือดเปราะบางและแตกง่ายอีกด้วย รู้ประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ อย่าลืมลองชิมกัน

 

 

 

 
 
7月27日

โรคไต

     
 

 
 
ความจริงแล้ว โรคไตนั้นมีหลายชนิด บางชนิดก็ป้องกันได้ บางชนิดก็ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถรักษาให้ไม่เสื่อมเร็วเกินไปได้ 
ไตของคนเราทำหน้าที่คล้ายโรงงานกำจัดของเสีย หรือโรงงานบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะระบายทิ้งออกมานอกร่างกาย ไตของคนเราทำงานตลอดวันตลอดคืน ไม่มีวันหยุดตั้งแต่เกิดจนวันตาย
ถ้าไม่มีไตหรือไตเสียไปแล้ว ของเสียก็จะคั่งในร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ก็จะตามมา
 
โรคของไตบางโรคไม่น่าเป็นจริงๆ เช่น กรวยไตอักเสบติดเชื้อ เพราะถ้ารักษาตัวดี เชื้อโรคคงจะลุกลามขึ้นไป จากปลายท่อปัสสาวะไม่ไหวหรอก 
แต่ผู้หญิงมีโอกาสติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เพราะท่อปัสสาวะที่เปิดออกภายนอกนั้นสั้น ถ้ามีแบคทีเรียเปื้อนปนไป ด้วยจากภายนอก เพราะดูแลรักษาความสะอาดไม่ดีแล้ว ก็อาจจะเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย ซึ่งถ้าไม่ไปรักษาหรือได้รับการรักษาไม่ดี การติดเชื้อก็อาจจะลุกลามขึ้นไปที่กรวยไต จนเกิดไตอักเสบ และไตวายเรื้อรังในภายหลังได้
 
ในต่างประเทศเขามักจะแนะนำให้ผู้หญิงดื่มน้ำ "เครนเบอรี่" เพื่อป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เจ้าน้ำเครนเบอรี่ดังกล่าว ได้มาจากลูกเบอรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติไปป้องกัน ไม่ให้แบคทีเรียเกาะผนังกระเพาะปัสสาวะ โอกาสติดเชื้อที่จะลุกลามขึ้นไปจึงลดลง เดี๋ยวนี้เห็นว่าเพื่อความสะดวก มีการสกัดออกมาเป็นเม็ดๆ ให้รับประทานกันแล้ว แต่ใครอยากดื่มน้ำเครนเบอรี่ ในเมืองไทยก็พอมีขาย ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ
 
ถ้าชอบแบบไทยๆ ลองดื่มน้ำกระเจี๊ยบแทนก็น่าจะได้ เห็นว่ามีสรรพคุณป้องกันนิ่วด้วย นิ่วนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อไตเหมือนกัน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวทีเดียว
 
ไม่ลองไม่รู้ แต่ถ้าจะให้ดีมากขึ้น อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ สักวันละ 6-8 แก้ว ก็จะทำให้ไตทำงานในการขับปัสสาวะได้ดีขึ้น สุขภาพของไตจึงจะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว
 
ทีนี้มาพูดกันถึงอาหารบำรุงกรวยไตกันบ้าง เท่าที่พูดกันมานาน มักจะพูดถึงลูกแปะก้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับสารสกัดจากใบแปะก้วย ที่กำลังฮือฮา และถกเถียงกันมากมายว่าจะมีคุณอนันต์ หรือโทษมหันต์
 
แต่ลูกแปะก้วยต้มน้ำตาลหรือนมสด ก็เป็นของหวานสำหรับโต๊ะจีน ที่ขึ้นชื่อลือชากันมานานนมแล้วว่า ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์
ตามตำราแพทย์แผนจีนกล่าวว่า การรับประทานลูกแปะก้วยจะช่วยบำรุงไต และช่วยให้ไตทำงาน ในการขับของเสียดีขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีการทดลองวิจัย ทางการแพทย์สมัยใหม่ยืนยันเท่านั้น
 
 
ความจริงต้นแปะก้วยนี่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และกล่าวกันว่าเป็นต้นไม้ดึกดำบรรพ์ นับเป็นล้านๆปี ที่ยังคงมีการถ่ายทอดเจริญพันธุ์ มาจนถึงทุกวันนี้ และลูกแปะก้วยก็ได้รับการนำมาปรุงอาหาร ทั้งหวานและคาวมากมายขึ้นทุกขณะ
คุณจะลองรับประทานบำรุงไตตามตำราแพทย์จีนบ้าง ก็คงไม่มีใครว่าหรือไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของคุณที่จะรับประทานหรอก
นอกจากนี้ก็มีการนำเอาน้ำมันที่สกัดมาจากปลาทะเล มาช่วยในการดูแลรักษา ผู้ที่เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังบ้างประปราย โดยน้ำมันโอเมก้า3 จากปลาทะเล อาจมีคุณสมบัติลดการอักเสบลง รวมทั้งช่วยให้การไหลเวียนของโลหิต ที่ไปเลี้ยงไตดีขึ้น 
แน่นอนครับ ถ้าคิดจะรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ นอกจากคุณจะรับประทานปลาทะเลเอง แบบนั้นไม่ว่าแพทย์คนไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามคุณ
แถมนักโภชนาการหลายรายออกมาบอกอีกว่า การรับประทานปลาทะเล สัปดาห์ละ 3 มื้อ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
คงต้องเลือกชนิดที่เขาไม่ได้ราดฟอร์มาลีน ถ้าจะให้ชัวร์คงต้องรับประทาน ปลาทะเลที่เห็นว่ามีชีวิตอยู่ ก่อนจะถูกปรุงเป็นอาหาร แบบนั้นคงราคาสูงน่าดู 
เอาเป็นว่า ถ้าอยากให้ไตแข็งแรง อย่ารับประทานยาอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ไตอาจจะวายเอา ต้องรับประทานตามแพทย์สั่ง และอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ

 
 

 

 
     
7月26日

น้ำลูกยอ

div align="center">
 

ยอ ยอด เยี่ยม

"น้ำลูกยอ" "หรือน้ำโนนิ" กำลังมาแรงในหมู่ผู้สนใจดูแลสุขภาพ น้ำลูกยอคือช่วยแก้อาการคลื่นไส้ ขับลมในในกระเพาะลำไส้ และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวประจำเดือนไหลเวียนสะดวก คนท้องจึงควรระวังรับประทานเกินขนาดอาจทำให้แท้งหรือตกเลือดได้

ใบยอก็มีสารอาหารนานาชนิด มีธาตุฟอสฟอรัสเมื่อทำงานกับแคลเซี่ยมจะช่วยบำรุงกระดูกและวิตามินเอ
ที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี1 บี 2 รวมทั้งเบต้าแคโรทีนต่อต้านมะเร็งช่วยลดการทำลายเซลล์ในร่างกาย ใบยอนิยมนำมาทำห่อหมก ใบยอ 100 กรัม มีวิตามินซี 76 มิลลิกรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม มากกว่านมถึงสามเท่าเลยทีเดียว

.
.
7月25日

อาหารต้านมะเร็ง

     
 

อาหารต้านมะเร็ง
  ..........ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดของมะเร็ง ที่ควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้
  

   พยายามลดอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล 
    พยายามลดอาหารจำพวกไขมัน ทั้งประเภทไขมันชนิดอิ่มตัวและไขมันชนิดไม่อิ่มตัว  

    ลดอาหารที่ผ่านการรมควัน อาหารที่เค็มจัด อาหารที่ดองเค็ม  

     หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ย่างด้วยไฟแรง ๆ จนไหม้เกรียม 
      ลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ อาทิ สุรา 
   หากสงสัยว่าอาหารนั้นมีสารเจือปนที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งก็ควรหลีกเลี่ยง เช่น ในถั่วลิสงที่ชื้น อาจมีสารก่อมะเร็งพวกอัลฟาทอกซินอยู่ 
   เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มาก เช่น ผักสด ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ 
..........นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารบางชนิดที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ ดังรายละเอียด คือ  
  

   วิตามินเอ ซึ่งจะพบในพืชและผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง ส้ม ตัววิตามินเอจะยับยั้งการเกิดเนื้องอกของเยื่อบุผิว ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งหยุดลง ปริมาณที่ควรรับประทานคือ ไม่เกิน 5,000 ยูนิตต่อวัน  
  

    วิตามินอี พบในถั่วต่าง ๆ รำข้าว ข้าวโพด น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย ข้าว กะหล่ำปลี แครอท หอมใหญ่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผักใบเขียว ไข่ วิตามินอี ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับพลาสมาเมมเบรน ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 5-15 ยูนิตต่อวัน  
  

    วิตามินซี พบมากในผักและผลไม้สดแทบทุกชนิด ได้แก่ มะขามป้อม มะเขือเทศ มันฝรั่ง มันเทศ ฝรั่ง แตงโม ผักใบเขียว พริกหยวก พริกเขียว ผักบุ้ง ฯลฯ วิตามินซีจะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย และอาจป้องกันการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 1,000 – 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน  
  

    วิตามินบี 2 พบในไข่ นม ตับ เนยแข็ง หอยนางรม ปลาทู คะน้า ผักโขม ผักบุ้ง ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่วเขียว ถั่วดำ ขนมปัง ฯลฯ วิตามินบี 2 จะป้องกันเซลล์ดีให้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งได้ ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 0.4 – 1.5 มิลลิกรัมต่อวัน

 
     
7月24日

งูสวัด

     
 
 

 

 

โรคงูสวัด

โรคงูสวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง สาเหตุของโรคเกิดจาก เชื้อไวรัส ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ Varicella Zoster Virus โดยการติดเชื้อครั้งแรก จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสก่อน ต่อมาเมื่อมีการกำเริบของเชื้อที่หลงเหลืออยู่ในปมประสาท จึงเกิดเป็นโรคงูสวัด

อาการของโรค

 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบ หรือคันบริเวณที่จะเป็นนำมาก่อน ร่วมกับมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ต่อมาจะมีผื่นขึ้น โดยจะเป็นข้างเดียวของร่างกาย บริเวณผิวหนังที่เลี้ยงโดยปมประสาทนั้น ลักษณะผื่นจะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ เป็นกลุ่ม ๆ หลายกลุ่ม เรียงตัวกันตามแนวเส้นประสาท ต่อมาประมาณ 7 ถึง 10 วัน จึงจะแห้งเป็นสะเก็ด และหายในเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์

 

การรักษา

โรคงูสวัดสามารถหายได้เองในเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ โดยให้การรักษาตามอาการของโรค และดูแลผื่นอย่างถูกต้อง ในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้มีภูมิต้านทานบกพร่อง ผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดบริเวณใกล้ตา หรือผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของเชื้องูสวัดไปยังอวัยวะอื่น อาจมีความจำเป็นต้องให้การรักษาโดยใช้ยาเฉพาะโรคเป็นพิเศษ ซึ่งด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษา และได้รับคำแนะนำเรื่องการดูแลที่ถูกต้อง เป็นการป้องกันมิให้เกิดแผลเป็นจากการติดเชื้อแทรกซ้อน 

โรคแทรกซ้อน

 อาการปวดจากโรคงูสวัด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปวดคงอยู่นาน หลังจากผื่นหายหมดแล้ว ซึ่งในที่สุด อาการปวดมักจะหายได้ในเวลา 3 เดือนถึง 1 ปี
 การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณรอยโรค
 โรคแทรกซ้อนทางตา ในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดบริเวณใกล้ตา ต้องพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจตาร่วมด้วย
 การแพร่กระจายของตุ่มน้ำใสออกนอกบริเวณรอยโรคที่เป็น หรือการแพร่กระจายสู่อวัยวะภายในอื่น ๆ

 
     

 

เมื่อวานก่อนคนแถวบ้านตายด้วยโรคนี้ ก้อเลยคิดว่ามันน่ากลัวเหมือนกัน ก้อเลยนำเสนอให้ทุกคนได้รู้จักกับมัน มีคนบอกนะว่าถ้ามัน พันรอบตัว แล้วจาตายอ่ะ อันนี้ก้อไม่รู้ยังไง แต่คนที่ตายนี่ มันก้อพันรอบตัวเหมือนกัน น่ากัวฉิบ ^0^

7月23日

เรื่องของรังแค

     
 

การดูแลรักษาและป้องกันการเกิดรังแค
 
           
             การใช้แชมพูขจัดรังแคทั่ว ๆ ไป สามารถลดรังแคได้ดี ควรเลือกใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium sulfide) 1-2.5%, ซิงค์ไพริไธออน (Zinc Pyrithione), คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) 2% โดยใช้สระผมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ตัวยาเหล่านี้จะช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง จึงทำให้การหลุดลอกของหนังศีรษะลดลง และสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา เมื่อปริมาณเชื้อราลดลง การระคายเคืองก็จะลดลงไปด้วย ปัญหาที่พบบ่อยคือ เมื่อรังแคหายไปมักจะกลับเป็นซ้ำอีก เราสามารถป้องกันการเกิดรังแคได้โดยใช้แชมพูขจัดรังแคสัปดาห์ละครั้ง หรือสังเกตว่าเริ่มมีรังแคอีกหลังสระผมกี่วัน โดยสามารถใช้แชมพูธรรมดาสลับกับแชมพูยา เพราะการใช้แชมพูยาต่อเนื่องนาน ๆ ทำให้หนังศีรษะแห้ง ระคายเคืองง่าย เส้นผมกระด้าง และทำให้รังแคดื้อต่อยาได้
 
             
              นอกจากนี้ ควรลดการรบกวนหนังศีรษะจากการทำผม การสระผมบ่อยเกินไป เช่น สระทุกวัน หรือดัดผม เป็นต้น ถ้าหากดูแลตัวเองดังวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรจะพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่อาจเกิดจากโรคผิวหนังอื่น ๆ และรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 
     
7月22日

ดื่มน้ำรักษาโรค

     
 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์นี้ เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง ชีวิตดำรงอยู่ได้นอกจากอากาศบริสุทธิ์ก็คือ น้ำน้ำหนักของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำ จึงมีคนพูดกันว่าคนประกอบด้วยน้ำ อันที่จริง น้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้ สามารถทำให้ไตทำงานเป็นปกติ ขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้ นายแพทย์แนะนำบ่อย ๆ ว่า ดื่มน้ำให้มากทุกวัน เพราะน้ำมีคุณค่าสูงเกี่ยวกับการรักษาโรค

สุขบัญญัติ ๑๐ ประการที่เราท่องกันมาแต่เด็กว่า จะเป็นการดีต่อสุขภาพถ้าเราดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว แต่ความเป็นจริงเราอาจจะดื่มน้อยหรือมากกว่านั้น ไม่มีใครมานั่งนับว่าในหนึ่งวันเราดื่มน้ำไปกี่แก้วแล้ว จริงหรือเปล่า

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ตามที่ได้ทดลองมาแล้วได้ผล คือตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ต้องล้างหน้า ไม่บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว ( ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว หรือน้ำหนักของน้ำ 1.26 กก. เท่ากับ 5 ถ้วยแก้ว ) รวดเดียวจะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย

หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อย ๆ การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้ หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจเลิกกลางคัน

ผู้ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้า หาเวลาว่างไปออกกำลังกายไม่ได้ทุกเช้า ควรปฏิบัติวิธีดื่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค ชีวิตยั่งยืนไม่ต้องสงสัย

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ความเป็นจริงได้ผลอย่างนี้แน่นอน เนื่องจากทำให้ลำไส้ใหญ่ผลิตโลหิต โลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาด ที่อยู่ในลำไส้ซึ่งทำหน้าที่ดูดธาตุต่าง ๆ จากอาหารมาผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต

คนบางส่วนเนื่องจากลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้โลหิตจาง มีอาการรู้สึกอ่อนเพลีย และเป็นโรคที่รักษายาก ลำไส้ใหญ่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดสารต่าง ๆ จากอาหาร ถ้าลำไส้สะอาด อาหารที่ได้รับประทานเข้าไปจะผ่านการย่อย แล้วถูกดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โรคต่าง ๆ จะหายไปเอง อายุจะยั่งยืน

มหาวิทยาลัยของมณฑลต่าง ๆ ในประเทศจีนได้ผ่านการทดลองจึงได้ประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันว่า วิธีดื่มน้ำรักษาโรค สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลมปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูก เส้นเอ็นปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ้ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินควร กระเพาะยืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิดโมงหล่อ ( ดากหลุก ) โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคเบาหวาน สายตาอ่อน โรคต่าง ๆ ตาออกเลือด สตรีประจำเดือนไม่ปกติ มะเร็งในมดลูก ระดูขาว มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ โรคผิวหนังต่าง ๆ

ผู้ดื่มน้ำควรทราบ ดื่มน้ำสุกดีที่สุด หากดื่มน้ำประปาควรใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อน ป้องกันไม่ให้ท้องร่วงเวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหาร 2 ชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำอีก ก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้นและจำพวกแอปเปิ้ล

ผู้ที่มีโรคประจำตัวจะดื่มน้ำทีเดียว 5 แก้ว ไม่ใช่ของง่าย ดื่มน้ำเสร็จแล้ว ทางที่ดีที่สุดใช้กำลังสัก 20 นาที คนไข้ที่นอนอยู่เตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดื่มน้ำเสร็จแล้วให้สูดอากาศเข้าปอดให้มาก ๆ และนวดที่บริเวณสะเอวให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ใหญ่ให้สะดวก ดื่มน้ำวันแรกภายในหนึ่งชั่วโมงจะปัสสาวะติดๆ กัน แต่ต่อไปอีก 3 - 4 วัน การถ่ายท้องจะเป็นปกติอีก 7 - 8 วัน ปัสสาวะก็เหลือเพียงครั้งเดียว นับตั้งแต่นั้นร่างกายจะรู้สึกสบาย เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า กระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระล้างสะอาดแล้ว

 
     

 

 

ก้ออย่างที่พวกเรารู้กันนะครับว่าตอนนี้ในหลวงท่านทรงประชวรอยู่ เราก้อได้แต่ห่วงท่าน ไงก้อเชิญ พี่น้องสมาชิก สเปซนี้ช่วยลงนามถวายพระพรด้วยนะครับ ลิงค์อยู่ด้านบนใต้รูปในหลวงนะครับหรือจากด

 

http://www.thaigov.go.th/Bless/blessing.aspx

 

 

 

7月21日

ระวังยาระงับกลิ่นเหงื่อ

     
 


 

จากสมาคมพวกที่เป็นมะเร็งเต้านมที่เชื่อถือได้บอกว่า ...
ให้ระวังยาระงับกลิ่นเหงื่อใต้วงแขนจำพวก Anti Perspirant
ซึ่งจะระงับกลิ่นเหงื่อด้วยการระงับการขับเหงื่อ
ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายในบริเวณรักแร้

ทำให้ไปตกค้างสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำหลือง ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ !!!
เวลาจะใช้ยาระงับกลิ่นเหงื่อ ให้เลือกใช้เฉพาะที่มีคำว่า Deodorant
อย่างเดียวเท่านั้น !!!

ผู้ชายจะเป็นมะเร็งบริเวณนี้น้อยกว่าผู้หญิง
เพราะยาระงับเหงื่อจะไปจับอยู่ที่ขนรักแร้มากกว่าที่ผิวหนัง
ยิ่งผิวหนังที่เพิ่งโกนขนมาใหม่ ๆ
ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น
กรุณาบอกต่อข่าวนี้ไปยังเพื่อนสาวๆ ทั้งหลายด้วยครับ
เพราะเป็นความรู้ที่น้อยคนนักจะรู้ เนื่องจากเพิ่งค้นพบ !!!
ก็อย่ามัวแต่ห่วงว่าขอแค่ระงับกลิ่นได้เป็นพอนะครับ
ห่วงสุขภาพของร่างกายด้วย เพราะสารพิษที่แฝงมากับยาระงับกลิ่น
หรือเครื่องสำอางค์ต่างๆ สะสมมากๆ เข้า
ย่อมมีผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดก็ได้นะครับ
ฝากไว้ให้คิดครับ