BeYond GodLike... 的个人资料 ~•\[^_^]/•~ยินดีต้อนรับ...日志列表 工具 帮助

日志


9月5日

ขาสวยด้วยการออกกำลังกาย

 

1. ท่าบริหารบั้นท้าย
เป้าหมายคือขาอ่อนส่วนหน้าและกำจัดบั้นท้ายหนา โดยออกกำลังกล้ามเนื้อที่ก้น
วิธีทำ ยืนแยกขางอเข่าเล็กน้อย หลังตรง มือเท้าสะเอว งอเข่าทำมุมเก้าสิบองศาแล้วเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยจนตัวค้อมลงมาหาขาอ่อน ส้นเท้าแนบพื้น ลดตัวลงไปกระทั่งก้นอยู่ในระดับเดียวกับเข่า เกร็งไว้หนึ่งวินาที จากนั้นค่อยๆหวนกลับมาท่ายืน ทำซ้ำ 20 ครั้ง


2. ท่ายืดเส้นสายขาอ่อน
เป็นท่าทำยากแต่ถ้าอยากให้กล้ามเนื้อขาอ่อน หน้าขาและหลังขาแข็งแรงก็คุ้มค่าน่าทำ
วิธีทำ ยืนตรงยื่นขาหนึ่งไปข้างหน้า ตัวตรง หน้าท้องแขม่ว งอเข่าลงทิ้งน้ำหนักที่ส้นเท้าเพื่อใช้งานกล้านเนื้อสะโพก เกร็งไว้หนึ่งวินาที แล้วค่อยๆกลับท่าเดิม ทำซ้ำ 15 ครั้ง จากนั้นทำกับขาอีกข้าง 15 ครั้งเช่นกัน


3. ขาอ่อนปราดเปรียว
เป็นท่าที่เหมาะสำหรับออกกำลังขาอ่อนด้านใน
วิธีทำ นอนตะแคงซ้าย งอเข่าขวาพาดพื้น ขาซ้ายตรง ค่อยๆยกขาซ้ายขึ้น เกร็งไว้หนึ่งวินาทีแล้วยกลง ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง แล้วสลับกับขาอีกข้าง



4. ออกกำลังขาอ่อนส่วนนอก
ท่านี้เน้นที่ขาอ่อนด้านนอกเพื่อให้แข็งแรงได้รูป
วิธีทำ นอนตะแคงข้าง งอเข่าขวาเล็กน้อย มือขวารองรับศรีษะไว้ ขาซ้ายเหยียดตรงแล้วค่อยๆยกขึ้น เกร็งไว้หนึ่งวินาทีแล้วลดลง ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง จากนั้นสลับทำกับอีกข้าง


5. ขาอ่อนเรียว
เตรียมตัวให้ดีสำหรับท่านี้ ซึ่งจะออกกำลังขาอ่อนด้านในและนอกสุดๆ
วิธีทำ ยืนตรงแยกขา มือเท้าสะเอว ย่อเข่าขวาลงแล้วก้าวเท้าออกมาข้างหน้ากระทั่งขาอ่อนขวาขนานกับพื้น อย่าให้เข่ายื่นเลยข้อเท้าขวา ค่อยๆรั้งเท้าซ้ายกลับ กดแนบพื้นเพื่อสร้างแรงต้านกระทั่งเท้ามาคู่กันและกลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำกับขาซ้าย ทำข้างละ 15-20 ครั้ง

หมายเหตุ :: ให้ทำวันละสองครั้ง (เช้าและเย็น)

8月3日

คตเซ็ง

   ช่วงนี้คงงดอัพสเปซซักแปปนะครับ เนื่องจากเซ็งอย่างแรง กับการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ยิ่งใหญ่เกินไปของมานนนนนนนนนนนน   ก้อขอบคุณทุกท่านนะครับที่มาอุดหนุนสเปซ ผมนะครับ อิอิ
8月2日

อาการเมื่อควรหยุดออกกำลังาย

 
 

Menu:

 

อาการอย่างไรที่แสดงว่าควรหยุดออกกำลังกาย

ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรหยุดออกกำลังกายทันที
1. รู้สึกเหนื่อยผิดธรรมดาที่เคย
2. เวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
3. ใจสั่นเต้นระริกผิดธรรมดา
4. คลื่นไส้
5. หน้ามืด ตาลาย
6. หายใจขัด ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง

หรือถ้ามีการเจ็บป่วยเกิดอุบัติเหตุ ควรหยุดทันที ไม่ควรฝืน เพราะจะทำให้เจ็บป่วยมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยหลังพักผ่อนแล้ว อาการดีขึ้นหรือหายไป อาจออกกำลังกายต่อได้ แต่ต้องระมัดระวังและถ้ามีอาการเกิดขึ้นอีกต้องหยุดทันที
 
.

 

 

Sorry Na KUbbbbbbbb

[-/_\-]

8月1日

เม็ดแมงลัก

..  
ชื่อแมงลักปรากฎในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ เช่นเดียวกับกะเพรา บอกว่า " แมงลัก , คือต้นผักอย่างหนึ่ง , ใบมัน , กินเป็นกับข้าว , ลูกเมล็ดมันเขากินเป็นของหวานได้ "
 
จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย บอกว่า ใบแมงลักหนัก 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 590.56 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล สูงกว่ากะเพรา และโหระพา และให้แคลเซียม 140 มิลลิกรัม
บทบาทเด่นในจานอาหารของแมงลัก เห็นทีจะเป็น ... แกงเลียง บางบ้านใช้แมงลัก เป็นผักรองห่อหมก นอกจากแกงเลียงแล้ว ขนมจีนก็ต้องมีแมงลัก เป็นผักแกล้ม หากกินเส้นขนมจีนขาวซึ่งเป็นแป้งหมัก มักมีลมกักในท้อง แมงลักมีฤทธิ์ช่วยขับลม จึงเหมาะที่จะกินกับขนมจีนมากที่สุด 
ในตำราสมุนไพรไทย ระบุว่า ใบแมงลักช่วยแก้ลม วิงเวียน ขับลมในลำใส้ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร แก้ซางในเด็ก
 
เม็ดแมงลัก - ก็กินอร่อย ใช้ชงกับน้ำร้อนจนเม็ดพองเต็มที่ เติมน้ำผึ้งลงไปตามชอบ หรือชงกับน้ำสมุนไพร อย่างเก็กฮวย ดอกคำฝอย หรือเกสรบัวหลวง ก็อร่อยและหอม รับประทานก่อนนอนช่วยระบาย ข้อสำคัญ ต้องให้เม็ดแมงลักพองเต็มที่ และดื่มน้ำมากๆหน่อย
 
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ยังบอกว่า เม็ดแมงลักช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรค
 

 

 

 

 

ขอโทษนะคร๊าบบบบบบบบบ

{-/.\-}

7月31日

เรื่องของกะเพรา

.

กะเพรามี 2 แบบ คือ กะเพราแดง กับกะเพราขาว กะเพราแดงสีออกม่วงๆ กลิ่นฉุนกว่า รสเผ็ดร้อนกว่า ใช้ปรุงอาหารไม่ค่อยอร่อย แต่ใช้เป็นยาได้ผล อย่างที่บอก หมั่นรดน้ำสักหน่อย กะเพราก็โตวันโตคืน หากกินไม่ทัน หมั่นใช้กรรไกร ตัดยอดที่ช่อดอกเริ่มแก่ทิ้งบ้าง ขืนปล่อยให้ทุกยอดมีดอกแก่ กะเพราต้นนั้นจะตายเร็ว

 

กะเพรา - อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก กลิ่นและรสของกะเพรา ช่วยเรียกน้ำย่อย เวลาอึดอัด ไม่สบายท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด ให้ใช้กะเพราหนึ่งหยิบมือ ชงกับน้ำร้อนดื่ม สักพักอาการจะดีขึ้น
 
ในทางวิทยาศาสตร์ ยังค้นพบว่ากะเพรา มีเบต้าแคโรทีนสูง มีผลช่วยในเชิงป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ ส่วนแคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่มีในปริมาณสูงนั้น สองแร่ธาตุจะช่วยกันบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
 
หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้ใช้ใบสดหนึ่งกำมือ ต้มน้ำดื่มทีละน้อย บางตำราบอกว่า ใบกะเพราสดนำมาแกงเลียง ให้สตรีหลังคลอดกิน ช่วยขับลม บำรุงธาตุ และบำรุงน้ำนม
ถ้าเป็นกลากเป็นเกลื้อน ใช้ใบสด 15-20 ใบ ตำหรือขยี้ ใช้น้ำทาถูบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน วันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย
น้ำมันหอมที่กลั่นจากใบกะเพรา ใช้ฆ่าเชื้อโรคและไล่แมลงได้ หรือหยดในอ่างอาบน้ำ ช่วยลดความเครียด
 
ในยุค " น้ำสมุนไพร " กำลังเฟื่อง ทางกระทรวงสาธารณสุข แนะนำสูตรปรุงน้ำ " กะเพราแดง " มาให้ลองปรุงชิมกันด้วยค่ะ ใช้ใบกะเพราแดง 1 ช้อนชา ( ราวๆ 5 กรัม ) ชงกับน้ำเดือด 200 กรัม ( ราวๆ 14 ช้อนคาว ) ทิ้งไว้ 5-10 นาที ค่อยๆดื่ม หรือชงใส่กระติกน้ำร้อนเก็บไว้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี
 

..
7月30日

เรื่องของมะเขือเทศ

 

 

 

 

 

 

 

มะเขือเทศ

 

มะเขือเทศที่คนไทยนิยมนำมาเป็นอาหารหลักคือ มะเขือเทศสีดา นำมาทำเป็นส่วนประกอบของส้มตำที่ดังไปทั่วโลก นำมาทำเป็นส่วนประกอบ ของอาหารบาร์บีคิว (barbicue) แบบไทยๆ คือเนื้อวัวสดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมชุบสอสเสียบไม้ ร่วมกับหอมหัวใหญ่ตัดเป็นชิ้น พริกยักษ์ สับปะรดตัดเป็นชิ้น และมะเขือเทศทั้งผลย่างไฟสุกๆดิบๆ ยังนิยมเอามะเขือเทศสีดาใส่ในซุปเนื้อ ซุปไก่ ทำน้ำพริกอ่อง ผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น
 
คุณค่าทางอาหารของมะเขือเทศที่สำคัญคือ ไลโคฟีน (Lycopene) เป็นพิกเม้นท์สีแดง (red pigment) ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) หรือสารต้านมะเร็งมีกรดแอมิโนกลูตามิก (glutamic) สูงเป็นตัวเพิ่มรสชาติอาหาร มีคุณค่าทางอาหารโดยทั่วไปพอประมาณ 
ผลทางเภสัชวิทยา
 
ผลสดมะเขือเทศมี วิตามินเอ วิตามินซี มีกรดมาลิก (malic acid) และกรดซิตริก (citric acid) เมื่อนำน้ำคั้นจากผลมะเขือเทศ ให้สัตว์ทดลองกิน มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และในตับ และยังมีผลลดความดันเลือด และกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ในสัตว์ทดลองด้วย
 
สารโทมาทีน (tomatine) จากต้นมะเขือเทศมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคพืช หรือโรคคนได้ (แต่ฤทธิ์ไม่แรง) มีฤทธิ์แก้อักเสบในสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ลดความดันเลือดสูงที่เกิดจากฮีสตามีน (histamine) และมีฤทธิ์ต่อต้านฮีสตามีน ได้ค่อนข้างสูงในสัตว์ทดลอง

สรรพคุณทางสมุนไพร
 
ผลสดรสเปรี้ยวชุ่มเย็นเล็กน้อย ทำให้เจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ และเบื่ออาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะที่ใช้เป็นอาหารกับคนไข้ซูบผอม เป็นวัณโรค ไทฟอยด์ เยื่อตาอักเสบ หูอักเสบ คนไข้โรคนิ่ว
ผลมะเขือเทศมีรสเปรี้ยว เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นและบำรุงกระเพาะอาหาร ไต และลำไส้ ช่วยขับพิษ และสิ่งคั่งค้างต่างๆในร่างกาย
 
ใบสดบดเป็นผงละเอียด เป็นยาเย็นใช้ทาแก้ผิวหนังถูกแดดเผา และใช้ชงน้ำร้อน นำมาเป็นยาพ่นกำจัดหนอน ที่มากัดกินใบผักได้
น้ำมันจากมะเขือเทศผสมทำเป็นยาขี้ผึ้ง มีฤทธิ์แก้โรคผิวหนังจากเชื้อรา ทาแล้วไม่ระคายผิวหนัง
 

7月29日

เกิดอะไรขึ้นยามที่คุณหลับ

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งในสามของช่วงเวลาชีวิตของคนเราถูกใช้ไป เพื่อพักผ่อนนอนหลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ที่จำเป็นอย่างยิ่งของการมีสุขภาพที่ดี การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
จะช่วยซ่อมแซมในระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และกระตุ้นระบบบันทึกความทรงจำ
ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเตรียมจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานต่าง ๆ
ในวันรุ่งขึ้นอีกด้วยผู้เชี่ยวชาญแห่งศาสตร์ของการนอนหลับ
และองค์การอนามัยโลกได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องความสัมพันธ์ในระหว่าง
การนอนหลับกับการดำรงชีวิต ซึ่งผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า
การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั้น ส่งผลกระทบต่อสมอง และร่างกายของคนเรา
และระหว่างที่คุณหลับอยู่นั้นคุรทราบหรือไม่ว่าในแต่ละชั่วโมงร่างกาย
จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังนี้

เมื่อศีรษะถึงหมอน ... เมื่อเราเริ่มหลับ กล้ามเนื้อและระบบประสาทจะเริ่มผ่อนคลาย
เข้าสู่ภาวะดวงตาของเราเริ่มเคลี่อนไหวน้อยลงและสมองลดระดับการทำงานลงด้วย
ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย หายใจช้าลง ต่อมน้ำคัดหลั่งภายในจะผลิตฮอร์โมน
ที่กระตุ้นการสร้างเนื่อเยื่อและพัฒนาทางเพศร่างกายมีการดูดซึมโซเดียม
เพื่อพัฒนาการตอบสนองต่อความเครียด หรือกดดันที่พบในชีวิตประจำวัน

เที่ยงคืน ... การหลั่งฮอร์โมนของต่อมที่กระตุ้นการหลั่งนั้นจะเกิดขึ้นในระหว่าง
30-90 นาทีแรก ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ซับช้อนและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตีหนึ่ง ... ช่วงนี้เป็นการนอนหลับที่วุ่นวายสับสนดวงตามีการเคลื่อนไหวที่
รวดเร็วในขณะที่คุณหลับ เรียกการนอนหลับในช่วงนี้ว่า REM(RAPID EYE MOVEMENT)
เซลประสาทในสมองมีอัตราถี่ขึ้น และระบบไหลเวียนของโลหิตก็เพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าคุณฝันในลักษณะนี้จะเป็นความฝันที่โลดโผน และตื่นเต้น
และถ้าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะทำไห้คุณตื่นเร็วขึ้นและรู้สึกอ่อนเพลีย

ตีสอง ... ในช่วงนี้ระบบการทำงานของอวัยวะเพศถูกกระตุ้น
ทำไห้มีการไหลเวียนของเลือดสู้ช่องคลอดมากขึ้น
หรืออาจทำไห้เกิดการแข็งตัวในอวัยวะเพศชาย

ตีสาม ... การนอนหลับของคุณเริ่มขยับเคลื่อนที่เข้าสู่สภาวะที่หลากหลาย
เข้าสู้ช่วงการนอนแบบ NREM(NONRAPID EYE MOVEMENT! )
ดวงตาจึงไม่มีการเคลื่อนไหวไนระยะเวลานานพอสมควร

ตีสี่ ... ร่างกายคุณอาจตื่นเป็นระยะ ๆ จากการฝันแบบ REM (RAPID EYE MOVEMENT)
อุณหภูมิปรับสูงขึ้น ซึงเพิ่มโอกาสรู้สึกตัวขึ้นได้ แต่ยังมีฮอร์โมน 2 ตัว
ในร่างกายคือ เมลาโทนิน กับ คอธิซอลที่ช่วยไห้คุณหลับต่อไปอย่างสบาย

ตีห้า ... ร่างกายของคุณจะเริ่มสงสัญญาณบอกอย่างหนึ่ง
เพื่อเตือนว่าใกล้เวลาถึงเวลาตื่นแล้ว โดยเฉลี่ยประมาณ 60-90 นาที
ก่อนที่คุณจะตื่นนอนไตของคุณจะผลิต CORTISOLSPIKE
ซึ่งผู้เชียวชาญอธิบายถึงการทำงานของฮอโมนชนิดนี้ไว้ว่ามัน
จะทำหน้าที่เหมือนนาฬิกาปลุกในร่างกาย

ในยามเช้า ... นาฬิกาปลุกในร่างกายที่อยู่ในสมองส่วนหน้า ตรงที่มีต่อม
HYPOTHALAMUS จะทำหน้าที่สงสัญญาณไปแจ้งให้คุณตื่น
จากการนอนหลับที่ยามนาน ร่างกายจะปรับตัวไปสู่ภาวะ
ที่ตรงกันข้ามกับระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับ
ระบบหมุนเวียนของเลือดจะกลับสู่ระดับปกติ
ปริมาณอากาศเข้าสู่ปอดทั้งสองข้างเพิ่มขึ้น
และอุณหภูมิในร่างกายก็ปรับตัวสูงขึ้น
ร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติฉะนั้นการที่ร่างกายได้หลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ก็ช่วยไห้คุณมีอารมดีสดชื้นแจ่มใส สมองปลอดโปร่ง
พร้อมรับกิจกรรมอันแสนหนักของคุณได้อย่างเต็มที่

 

7月28日

บลูเบอรี่เพื่อสุขภาพ

 

 

 

 
 

บลูเบอร์รี่ เพื่อสุขภาพ

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาวุธลับของบลูเบอร์รี่นั้นซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มหรือสีเขียวอมม่วงสดของบลูเบอร์รี่ 

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาวุธลับของบลูเบอร์รี่นั้นซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มหรือสีเขียวอมม่วงสดของบลูเบอร์รี่ โดยในบลูเบอร์รี่จะมีสรรพคุณช่วยทำให้ผนังเส้นเลือดมีความแข็งแรง ช่วยให้ผิวหนังเรียบแข็งแรง และช่วยผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยหยุดอาการเส้นเลือดเปราะบางและแตกง่ายอีกด้วย รู้ประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ อย่าลืมลองชิมกัน

 

 

 

 
 
7月27日

โรคไต

     
 

 
 
ความจริงแล้ว โรคไตนั้นมีหลายชนิด บางชนิดก็ป้องกันได้ บางชนิดก็ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถรักษาให้ไม่เสื่อมเร็วเกินไปได้ 
ไตของคนเราทำหน้าที่คล้ายโรงงานกำจัดของเสีย หรือโรงงานบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะระบายทิ้งออกมานอกร่างกาย ไตของคนเราทำงานตลอดวันตลอดคืน ไม่มีวันหยุดตั้งแต่เกิดจนวันตาย
ถ้าไม่มีไตหรือไตเสียไปแล้ว ของเสียก็จะคั่งในร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ก็จะตามมา
 
โรคของไตบางโรคไม่น่าเป็นจริงๆ เช่น กรวยไตอักเสบติดเชื้อ เพราะถ้ารักษาตัวดี เชื้อโรคคงจะลุกลามขึ้นไป จากปลายท่อปัสสาวะไม่ไหวหรอก 
แต่ผู้หญิงมีโอกาสติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เพราะท่อปัสสาวะที่เปิดออกภายนอกนั้นสั้น ถ้ามีแบคทีเรียเปื้อนปนไป ด้วยจากภายนอก เพราะดูแลรักษาความสะอาดไม่ดีแล้ว ก็อาจจะเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย ซึ่งถ้าไม่ไปรักษาหรือได้รับการรักษาไม่ดี การติดเชื้อก็อาจจะลุกลามขึ้นไปที่กรวยไต จนเกิดไตอักเสบ และไตวายเรื้อรังในภายหลังได้
 
ในต่างประเทศเขามักจะแนะนำให้ผู้หญิงดื่มน้ำ "เครนเบอรี่" เพื่อป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เจ้าน้ำเครนเบอรี่ดังกล่าว ได้มาจากลูกเบอรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติไปป้องกัน ไม่ให้แบคทีเรียเกาะผนังกระเพาะปัสสาวะ โอกาสติดเชื้อที่จะลุกลามขึ้นไปจึงลดลง เดี๋ยวนี้เห็นว่าเพื่อความสะดวก มีการสกัดออกมาเป็นเม็ดๆ ให้รับประทานกันแล้ว แต่ใครอยากดื่มน้ำเครนเบอรี่ ในเมืองไทยก็พอมีขาย ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ
 
ถ้าชอบแบบไทยๆ ลองดื่มน้ำกระเจี๊ยบแทนก็น่าจะได้ เห็นว่ามีสรรพคุณป้องกันนิ่วด้วย นิ่วนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อไตเหมือนกัน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวทีเดียว
 
ไม่ลองไม่รู้ แต่ถ้าจะให้ดีมากขึ้น อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ สักวันละ 6-8 แก้ว ก็จะทำให้ไตทำงานในการขับปัสสาวะได้ดีขึ้น สุขภาพของไตจึงจะดีขึ้นเป็นเงาตามตัว
 
ทีนี้มาพูดกันถึงอาหารบำรุงกรวยไตกันบ้าง เท่าที่พูดกันมานาน มักจะพูดถึงลูกแปะก้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับสารสกัดจากใบแปะก้วย ที่กำลังฮือฮา และถกเถียงกันมากมายว่าจะมีคุณอนันต์ หรือโทษมหันต์
 
แต่ลูกแปะก้วยต้มน้ำตาลหรือนมสด ก็เป็นของหวานสำหรับโต๊ะจีน ที่ขึ้นชื่อลือชากันมานานนมแล้วว่า ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์
ตามตำราแพทย์แผนจีนกล่าวว่า การรับประทานลูกแปะก้วยจะช่วยบำรุงไต และช่วยให้ไตทำงาน ในการขับของเสียดีขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีการทดลองวิจัย ทางการแพทย์สมัยใหม่ยืนยันเท่านั้น
 
 
ความจริงต้นแปะก้วยนี่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และกล่าวกันว่าเป็นต้นไม้ดึกดำบรรพ์ นับเป็นล้านๆปี ที่ยังคงมีการถ่ายทอดเจริญพันธุ์ มาจนถึงทุกวันนี้ และลูกแปะก้วยก็ได้รับการนำมาปรุงอาหาร ทั้งหวานและคาวมากมายขึ้นทุกขณะ
คุณจะลองรับประทานบำรุงไตตามตำราแพทย์จีนบ้าง ก็คงไม่มีใครว่าหรือไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของคุณที่จะรับประทานหรอก
นอกจากนี้ก็มีการนำเอาน้ำมันที่สกัดมาจากปลาทะเล มาช่วยในการดูแลรักษา ผู้ที่เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรังบ้างประปราย โดยน้ำมันโอเมก้า3 จากปลาทะเล อาจมีคุณสมบัติลดการอักเสบลง รวมทั้งช่วยให้การไหลเวียนของโลหิต ที่ไปเลี้ยงไตดีขึ้น 
แน่นอนครับ ถ้าคิดจะรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ นอกจากคุณจะรับประทานปลาทะเลเอง แบบนั้นไม่ว่าแพทย์คนไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามคุณ
แถมนักโภชนาการหลายรายออกมาบอกอีกว่า การรับประทานปลาทะเล สัปดาห์ละ 3 มื้อ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
คงต้องเลือกชนิดที่เขาไม่ได้ราดฟอร์มาลีน ถ้าจะให้ชัวร์คงต้องรับประทาน ปลาทะเลที่เห็นว่ามีชีวิตอยู่ ก่อนจะถูกปรุงเป็นอาหาร แบบนั้นคงราคาสูงน่าดู 
เอาเป็นว่า ถ้าอยากให้ไตแข็งแรง อย่ารับประทานยาอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ไตอาจจะวายเอา ต้องรับประทานตามแพทย์สั่ง และอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ

 
 

 

 
     
7月26日

น้ำลูกยอ

div align="center">
 

ยอ ยอด เยี่ยม

"น้ำลูกยอ" "หรือน้ำโนนิ" กำลังมาแรงในหมู่ผู้สนใจดูแลสุขภาพ น้ำลูกยอคือช่วยแก้อาการคลื่นไส้ ขับลมในในกระเพาะลำไส้ และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวประจำเดือนไหลเวียนสะดวก คนท้องจึงควรระวังรับประทานเกินขนาดอาจทำให้แท้งหรือตกเลือดได้

ใบยอก็มีสารอาหารนานาชนิด มีธาตุฟอสฟอรัสเมื่อทำงานกับแคลเซี่ยมจะช่วยบำรุงกระดูกและวิตามินเอ
ที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี1 บี 2 รวมทั้งเบต้าแคโรทีนต่อต้านมะเร็งช่วยลดการทำลายเซลล์ในร่างกาย ใบยอนิยมนำมาทำห่อหมก ใบยอ 100 กรัม มีวิตามินซี 76 มิลลิกรัม แคลเซียม 350 มิลลิกรัม มากกว่านมถึงสามเท่าเลยทีเดียว

.
.
7月25日

อาหารต้านมะเร็ง

     
 

อาหารต้านมะเร็ง
  ..........ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดของมะเร็ง ที่ควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้
  

   พยายามลดอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล 
    พยายามลดอาหารจำพวกไขมัน ทั้งประเภทไขมันชนิดอิ่มตัวและไขมันชนิดไม่อิ่มตัว  

    ลดอาหารที่ผ่านการรมควัน อาหารที่เค็มจัด อาหารที่ดองเค็ม  

     หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ย่างด้วยไฟแรง ๆ จนไหม้เกรียม 
      ลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ อาทิ สุรา 
   หากสงสัยว่าอาหารนั้นมีสารเจือปนที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งก็ควรหลีกเลี่ยง เช่น ในถั่วลิสงที่ชื้น อาจมีสารก่อมะเร็งพวกอัลฟาทอกซินอยู่ 
   เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มาก เช่น ผักสด ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ 
..........นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารบางชนิดที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ ดังรายละเอียด คือ  
  

   วิตามินเอ ซึ่งจะพบในพืชและผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง ส้ม ตัววิตามินเอจะยับยั้งการเกิดเนื้องอกของเยื่อบุผิว ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งหยุดลง ปริมาณที่ควรรับประทานคือ ไม่เกิน 5,000 ยูนิตต่อวัน  
  

    วิตามินอี พบในถั่วต่าง ๆ รำข้าว ข้าวโพด น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย ข้าว กะหล่ำปลี แครอท หอมใหญ่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผักใบเขียว ไข่ วิตามินอี ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับพลาสมาเมมเบรน ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 5-15 ยูนิตต่อวัน  
  

    วิตามินซี พบมากในผักและผลไม้สดแทบทุกชนิด ได้แก่ มะขามป้อม มะเขือเทศ มันฝรั่ง มันเทศ ฝรั่ง แตงโม ผักใบเขียว พริกหยวก พริกเขียว ผักบุ้ง ฯลฯ วิตามินซีจะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย และอาจป้องกันการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 1,000 – 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน  
  

    วิตามินบี 2 พบในไข่ นม ตับ เนยแข็ง หอยนางรม ปลาทู คะน้า ผักโขม ผักบุ้ง ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่วเขียว ถั่วดำ ขนมปัง ฯลฯ วิตามินบี 2 จะป้องกันเซลล์ดีให้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งได้ ปริมาณที่ควรรับประทานคือ 0.4 – 1.5 มิลลิกรัมต่อวัน

 
     
7月24日

งูสวัด

     
 
 

 

 

โรคงูสวัด

โรคงูสวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง สาเหตุของโรคเกิดจาก เชื้อไวรัส ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ Varicella Zoster Virus โดยการติดเชื้อครั้งแรก จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสก่อน ต่อมาเมื่อมีการกำเริบของเชื้อที่หลงเหลืออยู่ในปมประสาท จึงเกิดเป็นโรคงูสวัด

อาการของโรค

 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบ หรือคันบริเวณที่จะเป็นนำมาก่อน ร่วมกับมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ต่อมาจะมีผื่นขึ้น โดยจะเป็นข้างเดียวของร่างกาย บริเวณผิวหนังที่เลี้ยงโดยปมประสาทนั้น ลักษณะผื่นจะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ เป็นกลุ่ม ๆ หลายกลุ่ม เรียงตัวกันตามแนวเส้นประสาท ต่อมาประมาณ 7 ถึง 10 วัน จึงจะแห้งเป็นสะเก็ด และหายในเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์

 

การรักษา

โรคงูสวัดสามารถหายได้เองในเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ โดยให้การรักษาตามอาการของโรค และดูแลผื่นอย่างถูกต้อง ในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้มีภูมิต้านทานบกพร่อง ผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดบริเวณใกล้ตา หรือผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของเชื้องูสวัดไปยังอวัยวะอื่น อาจมีความจำเป็นต้องให้การรักษาโดยใช้ยาเฉพาะโรคเป็นพิเศษ ซึ่งด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษา และได้รับคำแนะนำเรื่องการดูแลที่ถูกต้อง เป็นการป้องกันมิให้เกิดแผลเป็นจากการติดเชื้อแทรกซ้อน 

โรคแทรกซ้อน

 อาการปวดจากโรคงูสวัด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปวดคงอยู่นาน หลังจากผื่นหายหมดแล้ว ซึ่งในที่สุด อาการปวดมักจะหายได้ในเวลา 3 เดือนถึง 1 ปี
 การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณรอยโรค
 โรคแทรกซ้อนทางตา ในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดบริเวณใกล้ตา ต้องพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจตาร่วมด้วย
 การแพร่กระจายของตุ่มน้ำใสออกนอกบริเวณรอยโรคที่เป็น หรือการแพร่กระจายสู่อวัยวะภายในอื่น ๆ

 
     

 

เมื่อวานก่อนคนแถวบ้านตายด้วยโรคนี้ ก้อเลยคิดว่ามันน่ากลัวเหมือนกัน ก้อเลยนำเสนอให้ทุกคนได้รู้จักกับมัน มีคนบอกนะว่าถ้ามัน พันรอบตัว แล้วจาตายอ่ะ อันนี้ก้อไม่รู้ยังไง แต่คนที่ตายนี่ มันก้อพันรอบตัวเหมือนกัน น่ากัวฉิบ ^0^

7月23日

เรื่องของรังแค

     
 

การดูแลรักษาและป้องกันการเกิดรังแค
 
           
             การใช้แชมพูขจัดรังแคทั่ว ๆ ไป สามารถลดรังแคได้ดี ควรเลือกใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium sulfide) 1-2.5%, ซิงค์ไพริไธออน (Zinc Pyrithione), คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) 2% โดยใช้สระผมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ตัวยาเหล่านี้จะช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง จึงทำให้การหลุดลอกของหนังศีรษะลดลง และสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา เมื่อปริมาณเชื้อราลดลง การระคายเคืองก็จะลดลงไปด้วย ปัญหาที่พบบ่อยคือ เมื่อรังแคหายไปมักจะกลับเป็นซ้ำอีก เราสามารถป้องกันการเกิดรังแคได้โดยใช้แชมพูขจัดรังแคสัปดาห์ละครั้ง หรือสังเกตว่าเริ่มมีรังแคอีกหลังสระผมกี่วัน โดยสามารถใช้แชมพูธรรมดาสลับกับแชมพูยา เพราะการใช้แชมพูยาต่อเนื่องนาน ๆ ทำให้หนังศีรษะแห้ง ระคายเคืองง่าย เส้นผมกระด้าง และทำให้รังแคดื้อต่อยาได้
 
             
              นอกจากนี้ ควรลดการรบกวนหนังศีรษะจากการทำผม การสระผมบ่อยเกินไป เช่น สระทุกวัน หรือดัดผม เป็นต้น ถ้าหากดูแลตัวเองดังวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรจะพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่อาจเกิดจากโรคผิวหนังอื่น ๆ และรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 
     
7月22日

ดื่มน้ำรักษาโรค

     
 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีคนมากมายส่งเสริมวิธีดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์นี้ เป็นแบบนิยมอันดีงามอย่างหนึ่ง ชีวิตดำรงอยู่ได้นอกจากอากาศบริสุทธิ์ก็คือ น้ำน้ำหนักของคนเรา 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำ จึงมีคนพูดกันว่าคนประกอบด้วยน้ำ อันที่จริง น้ำสามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายของคนได้ สามารถทำให้ไตทำงานเป็นปกติ ขับถ่ายสิ่งโสโครกให้ออกจากร่างกายได้ นายแพทย์แนะนำบ่อย ๆ ว่า ดื่มน้ำให้มากทุกวัน เพราะน้ำมีคุณค่าสูงเกี่ยวกับการรักษาโรค

สุขบัญญัติ ๑๐ ประการที่เราท่องกันมาแต่เด็กว่า จะเป็นการดีต่อสุขภาพถ้าเราดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว แต่ความเป็นจริงเราอาจจะดื่มน้อยหรือมากกว่านั้น ไม่มีใครมานั่งนับว่าในหนึ่งวันเราดื่มน้ำไปกี่แก้วแล้ว จริงหรือเปล่า

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ตามที่ได้ทดลองมาแล้วได้ผล คือตื่นเช้าลุกขึ้น ไม่ต้องล้างหน้า ไม่บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำสุก 5 แก้ว ( ขวดวิสกี้บรรจุได้ 3 แก้ว หรือน้ำหนักของน้ำ 1.26 กก. เท่ากับ 5 ถ้วยแก้ว ) รวดเดียวจะรู้สึกหายใจเหนื่อยอึดอัดไปหน่อย

หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อย ๆ การปฏิบัติยากลำบากเช่นนี้ หากผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่นอาจเลิกกลางคัน

ผู้ใช้สมองทั้งวันทั้งคืนในธุรกิจการค้า หาเวลาว่างไปออกกำลังกายไม่ได้ทุกเช้า ควรปฏิบัติวิธีดื่มน้ำรักษาโรคแทนการออกกำลังกาย เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องปราศจากโรค ชีวิตยั่งยืนไม่ต้องสงสัย

วิธีดื่มน้ำรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ความเป็นจริงได้ผลอย่างนี้แน่นอน เนื่องจากทำให้ลำไส้ใหญ่ผลิตโลหิต โลหิตใหม่นี้ผลิตขึ้นจากฝอยคล้ายสักหลาด ที่อยู่ในลำไส้ซึ่งทำหน้าที่ดูดธาตุต่าง ๆ จากอาหารมาผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต

คนบางส่วนเนื่องจากลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้โลหิตจาง มีอาการรู้สึกอ่อนเพลีย และเป็นโรคที่รักษายาก ลำไส้ใหญ่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ดูดสารต่าง ๆ จากอาหาร ถ้าลำไส้สะอาด อาหารที่ได้รับประทานเข้าไปจะผ่านการย่อย แล้วถูกดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โรคต่าง ๆ จะหายไปเอง อายุจะยั่งยืน

มหาวิทยาลัยของมณฑลต่าง ๆ ในประเทศจีนได้ผ่านการทดลองจึงได้ประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันว่า วิธีดื่มน้ำรักษาโรค สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ ท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลมปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ โรคอ้วนพี ปวดในกระดูก เส้นเอ็นปวดเมื่อย หูอื้อ ใจเต้น มือเท้าอ่อนเพลีย โรคไอ โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ้ว กรดเปรี้ยวในกระเพาะอาหารมากเกินควร กระเพาะยืด กระเพาะอาหารเป็นแผลเน่าเรื้อรัง โรคบิดโมงหล่อ ( ดากหลุก ) โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคเบาหวาน สายตาอ่อน โรคต่าง ๆ ตาออกเลือด สตรีประจำเดือนไม่ปกติ มะเร็งในมดลูก ระดูขาว มะเร็งเต้านม จมูกอักเสบ เจ็บคอ โรคผิวหนังต่าง ๆ

ผู้ดื่มน้ำควรทราบ ดื่มน้ำสุกดีที่สุด หากดื่มน้ำประปาควรใส่ขวดไว้แรมคืนให้ตกตะกอนเสียก่อน ป้องกันไม่ให้ท้องร่วงเวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่หลังอาหาร 2 ชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำอีก ก่อนเข้านอนไม่ควรรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามรับประทานน้ำส้มคั้นและจำพวกแอปเปิ้ล

ผู้ที่มีโรคประจำตัวจะดื่มน้ำทีเดียว 5 แก้ว ไม่ใช่ของง่าย ดื่มน้ำเสร็จแล้ว ทางที่ดีที่สุดใช้กำลังสัก 20 นาที คนไข้ที่นอนอยู่เตียงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดื่มน้ำเสร็จแล้วให้สูดอากาศเข้าปอดให้มาก ๆ และนวดที่บริเวณสะเอวให้น้ำไหลลงสู่ลำไส้ใหญ่ให้สะดวก ดื่มน้ำวันแรกภายในหนึ่งชั่วโมงจะปัสสาวะติดๆ กัน แต่ต่อไปอีก 3 - 4 วัน การถ่ายท้องจะเป็นปกติอีก 7 - 8 วัน ปัสสาวะก็เหลือเพียงครั้งเดียว นับตั้งแต่นั้นร่างกายจะรู้สึกสบาย เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า กระเพาะลำไส้ได้ถูกชำระล้างสะอาดแล้ว

 
     

 

 

ก้ออย่างที่พวกเรารู้กันนะครับว่าตอนนี้ในหลวงท่านทรงประชวรอยู่ เราก้อได้แต่ห่วงท่าน ไงก้อเชิญ พี่น้องสมาชิก สเปซนี้ช่วยลงนามถวายพระพรด้วยนะครับ ลิงค์อยู่ด้านบนใต้รูปในหลวงนะครับหรือจากด

 

http://www.thaigov.go.th/Bless/blessing.aspx

 

 

 

7月21日

ระวังยาระงับกลิ่นเหงื่อ

     
 


 

จากสมาคมพวกที่เป็นมะเร็งเต้านมที่เชื่อถือได้บอกว่า ...
ให้ระวังยาระงับกลิ่นเหงื่อใต้วงแขนจำพวก Anti Perspirant
ซึ่งจะระงับกลิ่นเหงื่อด้วยการระงับการขับเหงื่อ
ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายในบริเวณรักแร้

ทำให้ไปตกค้างสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำหลือง ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ !!!
เวลาจะใช้ยาระงับกลิ่นเหงื่อ ให้เลือกใช้เฉพาะที่มีคำว่า Deodorant
อย่างเดียวเท่านั้น !!!

ผู้ชายจะเป็นมะเร็งบริเวณนี้น้อยกว่าผู้หญิง
เพราะยาระงับเหงื่อจะไปจับอยู่ที่ขนรักแร้มากกว่าที่ผิวหนัง
ยิ่งผิวหนังที่เพิ่งโกนขนมาใหม่ ๆ
ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น
กรุณาบอกต่อข่าวนี้ไปยังเพื่อนสาวๆ ทั้งหลายด้วยครับ
เพราะเป็นความรู้ที่น้อยคนนักจะรู้ เนื่องจากเพิ่งค้นพบ !!!
ก็อย่ามัวแต่ห่วงว่าขอแค่ระงับกลิ่นได้เป็นพอนะครับ
ห่วงสุขภาพของร่างกายด้วย เพราะสารพิษที่แฝงมากับยาระงับกลิ่น
หรือเครื่องสำอางค์ต่างๆ สะสมมากๆ เข้า
ย่อมมีผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดก็ได้นะครับ
ฝากไว้ให้คิดครับ

 
     
7月20日

โรคเอดส์

MSN your e-mail blogเค้าเองหละ

 

 วันนี้ทีทำงานของผมได้มีวิทยากรมาอบรมเรื่องโรคเอดส์ให้อาจารย์ในเขตพี้นที่เทศบาลของผม ก้อเลยนำฝากเพื่อนๆให้ลองศึกษากันนะครับ ^_^Y ยาวคตอ่ะวันนี้

 

เชื้อไวรัสเอชไอวี

เชื้อไวรัสเอชไอวี ตรวจพบครั้งแรกในเลือดของผู้ป่วยชาวคองโกในปี 1959 ปัจจุบันพบว่า เชื้อไวรัสเอชไอวีที่สำคัญ มีเพียงสองชนิด คือ HIV type 1 (HIV-1) และ HIV type 2 (HIV-2) จากการศึกษาจีโนมของไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด ย้อนหลังไปหลายสิบปี พบว่า HIV-1 เริ่มติดต่อสู่คนครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1930 ส่วน HIV-2 เริ่มติดต่อสู่คนครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1940-1950 เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกับไวรัสก่อโรคในลิง ที่มีชื่อเรียกว่าไวรัสเอสไอวี (SIV) ย่อมาจาก simian immunodeficiency virus; simian หมายถึงสัตว์จำพวกลิง (=ape, monkey)

เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งสองชนิด มีที่มาแตกต่างกัน โดยเชื้อไวรัส HIV-1 มาจากลิง chimpanzee ที่อาศัยอยู่ในแถบแอฟริกากลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pan troglodytes ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเชื้อไวรัส HIV-1 กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัสเอสไอวีในลิง ที่เรียกว่า SIVcpz ส่วนไวรัส HIV-2 มาจากลิงคนละชนิดกัน โดยเป็นลิงท้องถิ่นที่เรียกว่า sooty mangabey ซึ่งอาศัยอยู่ตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกจาก Senegal ถึง Ivory Coast ต่อมาพบว่าเชื้อ HIV-2 กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัส SIVsm สำหรับลิง sooty mangabey มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cercocebus atys ทั้งนี้และทั้งนั้นพบว่าเชื้อไวรัส HIV-1 และ HIV-2 มีชิ้นส่วนดีเอ็นเอเหมือนกันร้อยละ 40-60

ในระยะแรกๆ พบว่า มีปัญหาในการตรวจแยกเชื้อไวรัสเอชไอวี เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อจะตายทุกวัน จนกระทั่งในปี 1984 Montagnier และ Gallo สามารถแยกเชื้อไวรัสเอชไอวีได้เป็นครั้งแรก และอีกสองปีต่อมา ในปี 1986 พบว่า เชื้อ HIV-2 สามารถตรวจพบได้เลือดของผู้ป่วยที่มาจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัสเอชไอวี

เชื้อ HIV-1 เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส ชนิดสายเดียว จีโนมมีความยาว 9 กิโลเบส ประกอบไปด้วยยีน 9 ชนิดควบคุมการสร้างโปรตีน โปรตีนที่สำคัญ ของเชื้อไวรัสเอ็ชไอวี ได้แก่ โปรตีนโครงสร้าง หรือที่เรียกว่า structural proteins ได้แก่ Gag, Pol, และ Env โปรตีนควบคุมการทำงานของไวรัส เรียกว่า regulatory proteins ได้แก่ Tat, Rev โปรตีนที่ทำหน้าที่เสริม หรือ accessory
proteins ได้แก่ Vpu, Vpr, Vif, และ Nef

ชนิดหลักๆ ของเชื้อ HIV-1 ได้แก่ M (main), N (new), และ O (outlier) ในกลุ่ม M group ซึ่งพบได้มากถึงกว่าร้อยละ 90 ทั่วโลก แบ่งเป็น 9 ชนิดย่อย เรียกว่า clades กำหนดให้เรียกเป็นลำดับตัวอักษร A-D, F-H, J, และ K ในสหรัฐอเมริกาและทางยุโรปตะวันตก พบชนิด Clade B มากที่สุด แตกต่างจากที่พบในเอเชียและแอฟริกา ความหนาแน่นของไวรัสพบมากที่สุดในทวีปแอฟริกา บริเวณส่วนที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮารา ยาต้านไวรัสที่ผลิตใปัจจุบันส่วนใหญ่ได้ผลดีในการทำลายเชื้อเอชไอวีชนิด clade B เมื่อนำยาต้านไวรัสไปใช้ในบริเวณอื่นๆ การตอบสนองต่อการรักษาอาจแตกต่างไปได้บ้าง รวมทั้งกลไกการดื้อยาที่เกิดจากมิวเตชั่น ความแตกต่างและความหลากหลายของสายพันธุ์เชื่อไวรัสเอชไอวี มีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนเป็นอย่างมาก
แอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อต่อต้านไวรัส และปฏิกิริยาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocyte จะมีความจำเพาะเจาะจงสูง

 

ถาม-ตอบ เราจะติดเอดส์ได้จากไหนบ้าง

เชื้อเอดส์พบได้ที่ไหนบ้าง

  • น้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอดส์ทั้งนั้นมากบ้างน้อยบ้าง
  • ที่มีมาก - เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
  • ที่มีน้อย - น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
  • แทบจะไม่มี - อุจจาระ, ปัสสาวะ , เหงื่อ

ทำไมน้ำหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน

ไวรัสมันชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, น้ำใดไม่มีเลือด หรือมีเม็ดเลือดขาวปะปนก็มีปริมาณไวรัสน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ, เหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอดส์อยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน

เชื้อเอดส์ร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็หงิกแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นเจี๊ยบ (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอดส์อยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เอดส์จะมีชีวิตอยู่ได้ เอดส์ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุง ไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

โรคเอดส์ติดต่อได้กี่ทาง

โดยหลัก ๆ ก็มี 3 ทาง

1. เลือดและการถ่ายเลือด รวมทั้งใช้เข็มร่วมกัน เครื่องมือที่ไม่สะอาดมีคราบเลือดปนเปื้อนหรือมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือดหรือน้ำเหลืองของคนมีเชื้อเอดส์
2. ทางการร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายหญิง,ชายกับชาย,โดยร่วมเพศทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก ทั้งนี้รวมทั้ง Oral sex โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอดส์
3. จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) ส่วนใหญ่จะติดระหว่างการคลอด และส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์และระหว่างให้ลูกดูดนมแม่

แบบไหนเสี่ยงที่สุด

รับเลือดค่ะ โดยเฉพาะรับการถ่ายเลือดทั้งขวดติดเกือบ100% แต่เดี๋ยวนี้เลือดทุกขวดได้รับการตรวจอย่างดีแล้วดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนการร่วมเพศ โอกาสติดต่อน้อยกว่าเลืดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ส่วนการติดจากแม่ไปสู่ลูก ถ้าแม่ไม่ไดรับยาต้านเอดส์ระหว่างตั้งครรภ์ลูกมีโอกาสติด 25 % แต่ถ้ารับยาระหว่างฝากครรภ์โอกาสเหลือ 12% และถ้าไม่ได้กินนมแม่ด้วย โอกายก็ลดลงเหลือ 8%

สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด

แม้มีโอกาสติดต่อมากแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด เพราะการให้เลือดไม่บ่อยและได้รับการตรวจแล้วแต่การมีเพศสัมพันธ์นั้นมีการกระทำที่บ่อยที่สุด จึงเป็นสาเหตุการแพร่เชื้อมากที่สุด

นอกเหนือ 3 ทางหลักที่ติดต่อแล้วมีทางอื่นอีกไหม

มีครับ แต่ก็น้อยเช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ เปลี่ยนไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก, ผสมเทียม ที่ใช้อสุจิผู้อื่นที่ไม่ใช่สามี โดยไม่ตรวจเลือดเจ้าของอสุจิก่อน, ฝังเข็ม, เจาะหู, สักยันต์, การใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกนแปรงสีฟัน, ชกมวยมีเลือดออก

ติดหรือไม่มีปัจจัยอะไรบ้าง

เอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ อย่างที่เข้าใจกัน ขนาดไปยุ่งกับคนมีเชื้อเอดส์ก็ไม่ได้แปลว่า จะต้องติดเสมอไปมันมีปัจจัยมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ปริมาณไวรัส (Viral Load) ถ้าสิ่งสัมผัสนั้นมีปริมาณไวรัสมาก โอกาสติดเชื้อมาก ถ้ามีไวรัสน้อยโอกาสติดเชื้อน้อย ปริมาณไวรัสเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ เลือด, น้ำอสุจิ, น้ำจากช่องคลอด, บาดแผล ผิวหน้ามีหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าผิวหนังมีรอยแตกเป็นแผลก็มีโอกาส ส่วนเยื่อบุต่างๆเป็นเยื่อบางๆ เช่น เยื่อบุในปาก ตา ช่องคลอด มีโอกาสเป็นรอยแผลเล็กๆได้จึงต้องระมัดระวังอย่าให้เข้าปากเข้าตา (เห็นหนังฝรั่งที่เขาใส่แว่นตาดำไหมครับ, หมอใช้ผ้าปิดปาก) แผลจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ เช่น แผลเริม แผลริมอ่อน แผลซิฟิลิส ก็เป็นแหล่งรอรับเชื้อเอดส์ได้เช่นกัน ความบ่อยในการสัมผัส ร่วมเพศกับคนที่มีเอดส์ครั้งเดียวอาจไม่ติดก็ได้ หรือถูกเข็มตำครั้งเดียวก็อาจจไม่ติดก็ได้ขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบด้วย

พ่อเป็นเอดส์แต่แม่ไม่เป็น ลูกเป็นไหม

ไม่เป็นค่ะ ลูกที่ติดเอดส์จะต้องติดจากแม่เท่านั้น เชื้ออสุจิจากพ่อไม่มีเชื้อเอดส์ (ยกเว้นน้ำอสุจิ)

นมแม่ที่มีเชื้อเอดส์ติดลูกไหม

ติดครับ เดี๋ยวนี้เขาห้ามแม่ที่มีเชื้อเอดส์ให้ลูกดูดนม แต่ให้ใช้นมผงแทน

อยู่บ้านเดียวกัน ติดกันไหม

ถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ติด ถ้าเพียงแค่อยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน จับมือถูกเนื้อต้องตัวตามปกติ นอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซักเสื้อผ้าร่วมกัน แค่นี้ไม่ติดครับ

คู่นอนมีเชื้อเอดส์มีโอกาสติดเรามากแค่ไหน

โอกาสรับเชื้อมีมาก มีมากก็แปลว่า ไม่ติดเสมอไป คนที่จะติดต้องมีการกระทำที่"บ่อยครั้ง" หรือ"ซ้ำซาก" และขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย ดังนั้นการร่วมเพศครั้งเดียวกับคนมีเชื้ออาจติดเอดส์ก็ได้ ไม่ติดก็ได้ แบบซื้อลอตเตอรี่นั่นแหละครับ อาจถูกก็ได้ ไม่ถูกก็ได้ (แต่ติดเอดส์มีโอกาสมากกว่าถูกล็อตเตอรี่นะครับ) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ใช่ภรรยาหรือสามีละก้อใส่ถุงยางอนามัยดีที่สุด เพราะพลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวอย่าเสี่ยงดีกว่า

จูบคุณคิดว่าไม่สำคัญ

ก็ไม่สำคัญจริงๆแหละ ในน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อย จูบธรรมดาไม่ติดหรอกครับ มีคนคำนวณว่าปริมาณน้ำลายที่มีเชื้อพอที่จะติดต่อกัน ต้องมีอย่างน้อย 1 ขวดลิตร ดังนั้นอย่าไปวิตกจริตมากนักอยากจูบก้จูบไปเถอะ สำคัญอย่าไปกัดจนเลือดออกก็แล้วกัน อย่างนั้นเขาเรียกว่าซาดิสแล้วครับ

น้ำลายติดไหม

น้ำลายมีเชื้อน้อย ถ้าจะติดต้องใช้น้ำลายเป็นจำนวนมาก มากขนาดเป็นลิตรๆถึงจะติดค่ะ แต่ยังไม่เคยมีรายงานทางการแพทย์ว่ามีคนติดเอดส์จากน้ำลาย ถ้าคุณจะติดเอดส์จากน้ำลายละก้อคุณจะได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คแน่นอนค่ะ คนแรกของโลกที่ติดเอดส์จากน้ำลาย

จูบหัวสิวติดไหม

การจูบแก้มที่มีหัวสิวไม่ติดหรอกค่ะ แต่ถ้าใช้ปากดูดหัวสิวด้วยความมันจนหัวสิวแตกมีเลือดออกแล้วคุณฟันผุเหงือกอักเสบด้วยละก้อ มีโอกาสค่ะ มีโอกาสแปลว่าอาจจะแต่ไม่เสมอไป

ลงอ่างติดเอดส์

ลำพังลงอ่างเฉยก็ไม่กระไรหรอกครับ ที่มันติดก็เพราะไปเล่นจ้ำจี้กันมากกว่าปกติเชื้อไวรัสเอดส์มักใจเสาะ โดนน้ำอุ่นในอ่าง โดนสบู่จำนวนไวรัสก็ตายไปแยะแล้ว ยิ่งเจอปะปาในเมืองไทยกลิ่นคลอรีนคลุ้งไปหมดเชื้อเอดส์ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ดังนั้นถ้าไปอาบน้ำเฉยๆ ก็สบายใจได้เลยครับ (ก็ไม่รู้จะไปทำไม..เน๊าะ….ถ้าไม่นาบด้วย)

ใช้ห้องน้ำร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์..ติดไหม

อุจจาระและน้ำปัสสาวะมีปริมาณไวรัสที่น้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ ดีไม่ดีโดนน้ำยาฆ่าเชื้อก็หงิกไปเลย ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำจากช่องคลอดก็ไม่สามารถอยู่ในห้องน้ำได้นาน แม้จะสัมผัสถูกผิวหนังบางส่วนนอกร่างกายก็ไม่สามารถผ่านสู่ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทำความสะอาดเป็นครั้งคราวก็ช่วยได้เยอะ เพราะน้ำยาเหล่านี้เป็นตัวฆ่าเชื้อโรคเอดส์โดยตรงทีเดียว

กินอาหารกับคนมีเชื้อเอดส์ ติดไหม

ไม่ติดครับ น้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่สามารถติดต่อกันได้ถ้าเป็นอาหารร้อนๆยิ่งทำให้เชื้อเอดส์ตายเร็วขึ้น แม้เชื้อเอดส์จะลงสู่กระเพาะก็จะโดนกรดในกระเพาะทำลายไป ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีคนติดเอดส์โดยวิธีนี้ ถ้ากลัวมากใช้ช้อนกลางค่ะ

คนทำอาหารมีเลือดออก จะติดไหม

เลือดที่หยดลงอาหาร ถ้าอาหารนั้นได้ผ่านการอุ่นหรือหรือทำให้ร้อน 50 องศาเซลเซียส นานกว่า 15 นาที เชื้อเอดส์ก็ตายหมดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้อุ่นก็มีสิทธิ์ได้ (แต่ไม่มาก) ถ้าปากเรา ฟันเรา เหงือกเรา ไม่มีแผล ไม่ผุไม่อักเสบ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่

ในสระว่ายน้ำด้วยกัน จะติดไหม

แม้จะมีเลือด น้ำเหลือง หรือน้ำอสุจิ หรือน้ำจากช่องคลอด น้ำปัสสาวะลงไปในสระมันก็จะถูกเจือจาง ไปจนปริมาณไม่เข้มข้นพอที่จะติดต่อได้และคลอรีนในสระก็เป็นตัวฆ่าเชื้อโรคที่ดีอีกด้วย ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ

ยุงกัด ติดไหม

ยุงไม่ใช่พาหะนำเชื้อเอดส์ได้เหมือนยุงลายนำเชื้อไข้เลือดออก หรือยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย เชื้อเอดส์เองกไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้นานเมือยุงดูดเลือดคนที่มีเชื้อเอดส์ไปแล้วไม่นานเชื้อจะตายอยู่ในกระเพาะยุงเมื่อยุงไปกัดคนอื่นก็ไม่ติดต่อ อีกอย่างเชื้อเอดส์ไม่สามารถแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตในกระเพาะยุงได้ จึงไม่สามารถเล็ดลอดไปสู่น้ำลายยุง จึงไม่ติดต่อ แล้วปากยุงที่เพิ่งกัดคนมีเลือดเอดส์บวกล่ะ ข้อนั้นไม่ต้องห่วงเพราะปากยุงมักไม่มีเลือดติดอยู่หรือ แม้จะมีน้อยมาก ไม่เหมือนเข็มฉีดยา ที่อาจมีเลือดติดซ่อนอยู่ได้ดังนั้นถึงแม้จะกัดคนหลายคนก็ไม่ติดค่ะ เคยมีการศึกษา ให้ยุงไปกัดคนที่มีเชื้อเอดส์ หลังจากรั้น4 ชั่วโมงเอายุงนั้นมาประหารแล้วตรวจหาเชื้อเอดส์ปรากฎว่าตรวจไม่พบเชื้อเอดส์ คิดง่ายๆว่าถ้ายุงสามารถแพร่เชื้อเอดส์ได้จริง เราคงพบคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเอดส์กันเป็นแถวๆแล้วซิค่ะ บ้านเรายุงเยอะซะด้วย

คนบ้าเที่ยวเอาเข็มมาไล่ทิ่มชาวบ้าน จะติดไหม

ถ้าคนบ้านั้นมีเลือดเอดส์ใช้เข็มทิ่มแทงตัวเองมีเลือดสดๆ ติดอยู่ ก็มีสิทธิ์แต่ถ้านานเป็นชั่วโมง แล้วมาเพิ่มเชื้อก็จะตายไปแยะ โอกาสติดก็น้อยลงครับ

ใช้เสื้อผ้าร่วมกับคนมีเชื้อเอดส์ติดไหม

ไม่ติดแน่นอน ไม่ว่าเสื้อผ้านั้นจะซักหรือไม่ซักก็ตาม เพราะเหงื่อ (หรืออาจมีน้ำลายด้วย) ไม่มีปริมาณมากพอที่จะก่อโรคได้ (แม้เรามีแผลก็ตาม) ยิ่งถ้าได้ซักก่อนโดนผงซักฟอก โดนเครื่องซักผ้าหมุนติ้วอย่างนั้นก็เวียนหัวตายไปแล้วค่ะ

ทะเลาะกัน ชกกันเลือดออก ติดไหม

แหม่ น่าคิดนะ ดังนั้นจึงไม่ควรไปมีเรื่องกับคนมีเชื้อเอดส์นะครับ โดยเฉพาะพวกขี้ยาติดยาเสพติดทั้งหลาย

 

การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

ตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า การติดต่อของเอดส์มีอยู่ 2 วิธีหลัก ๆ คือ ทางเพศสัมพันธ์และทางเลือดเพื่อให้ท่านระมัดระวังเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ขอแนะนำวิธีที่ปลอดภัย ดังนี้ค่ะ

  1. หากไม่ใช่คู่สมรสของท่าน ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และต้องใช้อย่างถูกวิธี ดังนี้ การฉีกซองถุงยางอนามัยต้องระวังไม่ให้เล็บสัมผัส เพราะอาจทำให้ถุงยางฉีกขาดได้ บีบที่กระเปาะตรงปลายปล่อยให้แฟบ และสวมถุงยางให้หุ้มตลอดอวัยวะเพศชาย หากจะใช้สารหล่อลื่นช่วย ควรใช้ชนิดที่เป็น gel ล้างน้ำออกได้ อย่าใช้สารหล่อลื่นเป็นน้ำมัน เช่น วาสลีน ซึ่งอาจทำลายถุงยางให้แตกขาดได้
  2. ไม่ควรใช้ปากกับอวัยวะเพศ
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำอสุจิ หรือ หากมีเลือดออกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีบาดแผลอยู่ในตัวขณะนั้น
  4. เนื่องจากสามารถหาเชื้อเอดส์ในน้ำลาย แม้จะปริมาณที่น้อยก็ตามจึงควรหลีกเลี่ยงการจูบซึ่งจะสัมผัสน้ำลายซึ่งกันและกัน

หวังว่าท่านจะได้ทราบวิธีการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยแล้วนะคะ และวิธีที่ปลอดภัยที่สุดน่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสคนเดียวเท่านั้น และสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคู่สมรส ขอแนะนำว่าควรสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนาจะปลอดภัยที่สุดเช่นกัน

เอ๊ะโอ

 

 

 

วันนี้มีเรื่องแปลกมาเสนอไม่รู้ว่าเพื่อนๆเคยได้ยินเรื่อง "บทเพลงแห่งความตาย "กันหรือเปล่า ลองดูนะครับ

  Reszo Seress, who wrote Gloomy Sunday

Photobucket - Video and Image Hosting

Reszo Seress, who wrote Gloomy Sunday~~ผู้แต่งเพลงนี้

 

ในปี 1935 ลาฟโร จาร์วัว นักกวีชาวฮังการีได้แต่งเนื้อเพลง "วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า"ขึ้น ซึ่งต่อมา เรซโซ แซร์ ก็ได้นำมาใส่ทำนองและเพลงนี้ก็ได้กลายเป็นเพลงที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที

เพื่อนหญิงที่เลิกรากันไปแล้วของลาฟโร ซึ่งเป็นผู้ที่เขาแต่งเพลงให้ ได้ฆ่าตัวตายหลังจากที่แผ่นเสียงเพลงนี้ได้ออกสู่ตลาด จดหมายลาตายของเธอเขียนไว้ว่า "วันอาทิตย์ที่แสนเงียบเหงา"

ไม่นานนักเจ้าหน้าที่รัฐบาลผู้หนึ่งก็ได้ยิงตัวตายหลังจากที่ได้อ่านเนื้อเพลงนี้ รายต่อมาเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่พยายามกินยาพิษเมื่อได้ยินเพลงนี้จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงบูตาเบส ชายคนหนึ่งก็ไดยิงตัวตายในขณะที่เพลงนี้กำลังบรรเลงอยู่

รัฐบาลฮังการีได้สั่งห้ามไม่ให้เปิดเพลงนี้ออกอากาศ แต่เหตุการณ์นี้ก็ยังเกิดในที่อื่นๆอีก เช่นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางบีบีซีก็ได้ถูกสั่งห้ามเปิดเพลงนี้เช่นกัน แต่ในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำอย่างรัฐบาลอังกฤษและฮังการี

โดยสรุปแล้วการฆ่าตัวตายนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้ประมาณ 200 รายทั่วโลก

และในปี 1968 ชาวอังกฤษคนหนึ่งก็ได้กระโดดจากชั้น 8 ของอาคารแห่งหนึ่ง เขาคือ ราซโซ แซร์ ซึ่งไม่สามารถแต่งเพลงได้อีกหลังจากการแต่งทำนองเพลง "วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า"

 

อยากฟังนี่ลิงก์  http://www.mm.aueb.gr/~antoniad/music/diamanda%20galas%20-%20gloomy%20sunday.mp3

อันนี้ก้อเป็นอีกเวอร์ชั่น แต่ผมว่าด้านบนน่าจาเป็นของแท้อ่ะครับ ไงก้อลองฟังดูละกัน

http://www.filelodge.com/files/room28/755248/MC%20Sniper_Gloomy%20Sunday.mp3

 

ส่วนด้านล่างเป็นคำแปลของเพลงนะครับ

ถ้าต้องการได้อารมณ์ก้อ อ่านไปฟังเพลงไปนะ

 

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

วันอาทิตย์นี้ช่างแสนเศร้า ฉันไม่สามารถจะล้มตัวลงนอนได้
ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความมืดที่ไม่มีวันจบสิ้น
ดอกไม้ขาวหล่าวนั้น จะไม่ช่วยให้เธอฟื้นขึ้นมาได้ (ขอบอกก่อนนิดนึงว่า ชาวตะวันตกเวลางานศพเค้าจะมาไว้อาลัยคนตายด้วยดอกไม้สีขาว)
ไม่แม้กระทั้งที่ที่รถสีดำคันนั้นพาเธอไป (รถขนศพเมืองนอกเค้าจะเป็นเหมือนลิมูซีนคันเล็กสีดำ)
หล่าวเทวดาทั้งหลายจะไม่มีวันคืนเธอกลับมาหาฉันได้
พวกเค้าจะโกรธมั๊ยถ้าฉันจะไปหาเธอแทน (หมายความว่า ถ้าเทวดาคืนเธอมาไม่ได้ ฉันก็จะฆ่าตัวตายไปหาเธอเอง)

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

วันอาทิตย์นี้ช่างแสนเศร้า ฉันอยู่แต่ในความมืดมานานพอแล้ว
ฉันและหัวใจของฉันได้ตัดสินใจที่จะจบทุกอย่างแล้ว
อีกไม่นานฉันก็จะห้อมล้อมไปด้วยธูปเทียนและคำภาวนา ฉันรู้ว่ามันเศร้า
แต่อย่าร้องไห้ไปเลย เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องการทำ
ความตายสำหรับฉันไม่ใช่ความฝัน เพราะว่าฉันจะได้สัมผัสเธออีกครั้ง
ด้วยลมหายใจสุดท้ายของฉัน ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

นั่นเป็นเพียงแค่ความฝัน
ฉันตื่นขึ้นมาเห็นเธออยู่เคียงข้างในใจของฉัน
ฉันหวังว่าความฝันของฉันนั้นไม่ได้ทำให้เธอเศร้า
เพราะหัวใจของฉันกำลังบอกเธอว่า ฉันต้องการเธอมากแค่ไหน

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า
------------------------------------------------
Sunday is gloomy, my hours are slumberless
Dearest the shadows I live with are numberless
Little white flowers will never awaken you
Not where the black coach of sorrow has taken you
Angels have no thought of ever returning you
Would they be angry if I thought of joining you?

Gloomy Sunday

Gloomy is Sunday, with shadows I spend it all
My heart and I have decided to end it all
Soon there’ll be candles and prayers that are sad I know
Let them not weep let them know that I’m glad to go
Death is no dream for in death I’m caressing you
With the last breath of my soul I’ll be blessing you

Gloomy Sunday

Dreaming, I was only dreaming
I wake and I find you asleep in the deep of my heart, here
Darling, I hope that my dream never haunted you
My heart is telling you how much I wanted you

Gloomy Sunday

------------------------------------------------

7月19日

ผ่อนคลายความตรึงเครียดแบบธรรมชาติ... ดีกว่าไหม?

     
 

เคยลองสังเกตตัวคุณเองบ้างไหมครับว่าคุณใช้วิธีการใดสำหรับการผ่อนคลายมากที่สุดในชีวิตของคุณ สำหรับผมนะครับบอกตรงๆว่ามันยากเหมือนกันที่จะตอบเพราะผมเองก็ไม่เคยนำเอาวิธีการที่เราใช้บำบัด หรือผ่อนคลายความตรึงเครียดมาพิจารณาอย่างจริงจัง จนกระทั่งวันนี้ ผมคิดว่าวิธีการผ่อนคลายที่ธรรมชาติให้เรามามันมีค่ามากเหลือเกิน จะเรียงตามลำดับนะครับ

โดยธรรมชาติ
1. ร้องให้ อันนี้มันมีความสัมพันธ์กันระหว่างจิตกับร่างกายอ่ะครับ คิดว่างั้นแต่อธิบายยาก คือเวลาเครียดมากๆจิตใจมันว้าวุ่น พาให้ร่างกายงอแงไปด้วย

โดยวิธีการของมนุษย์ที่พยายามหาทางออกให้กับความตรึงเครียด (เยอะว่ะ)
1. พูดคุย ปรึกษาปัญหาที่เป็นสาเหตุของความตรึงเครียด (ระบายอารมณ์กับเพื่อน)
2. เที่ยวหาความเพลิดเพลินใส่ตัว เพื่อให้ลืมเรื่องราวที่วุ่นวายในชีวิตสักชั่วครู่หนึ่ง
3. อันนี้อันตราย เข้าไปหายาเสพติดไงครับ
4. อันนี้ก็อันตรายเหมือนกัน หาอะไรทำเพลินๆ แต่เพลินไปกับการเล่นการพนันอ่ะ อิอิ
5. อันนี้ไม่ค่อยอันตราย ก็หาอะไรทำเพลินๆ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกาย เช็ดตู้ ล้างห้องน้ำ เยอะแยะ สรุปก็คือหาอะไรทำเพลินๆเอาแบบที่ไม่เป็นโทษอ่ะ
6. อันสุดท้าย อันนี้ภาษาฝรั่งบอกว่า Recommended มันแปลว่าอะไรไม่รู้นะ รู้แต่ว่ามันดีโคตร วิธีที่ว่านี้ก็คือ สวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ก่อนทำต้องปล่อยวาง พิจารณาสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงให้จิตใจมันเบาลงสักนิดก่อนนะโว้ย ไม่ใช่เครียดๆมานั่งสมาธิๆไม่เกิด แถมจะบ้าเอา

เออ! แล้วอีกอย่าง เวลาน้ำตามันอยากจะไหล อย่าอายเลย ผู้หญิงผู้ชาย มีน้ำตาได้ทั้งนั้น ร้องออกมาเถอะร้องให้เยอะๆ อย่าเสียดายน้ำตาเลย น้ำตามันมีประโยชน์ตอนนี้แหล่ะ ตอนที่ธรรมชาติสั่งให้ร้องให้เวลาเจ็บ อกหัก ผิดหวัง เสียใจ ต้องบอกว่า ฯลฯ เพราะสาเหตุของน้ำตามันเยอะอ่ะเด่ะ อิอิ

 
     

 

เนื่องจากเมื่อวานป่วยเลยมาอัพช้าไปหน่อย + กับตอนนี้สเปซเข้าได้ยากคตๆ ทำให้อาจจากลับไปเมนซ์บางคนไม่ได้ ยังไงก้อขออภัยทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

7月18日

การสูบบุหรี่มือสอง

     
 

         อะไรคือการสูบบุหรี่มือสอง

            (Passive Smoking)

ในห้องที่มีผู้สูบบุหรี่ จะพบว่ามีควันบุหรี่เกิดขึ้นจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ

1. ควันบุหรี่ที่ผู้สูบสูดเข้าไปแล้วพ่น ออกมา ซึ่งประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ เช่นเดียวกับที่ผู้สูบบุหรี่ได้รับ แต่จะมีความเข้มข้นของสารพิษลดลง เนื่องจากปอดของผู้สูบบุหรี่ได้ดูดซับสารพิษบางส่วนไว้แล้ว ได้แก่ นิโคติน คาร์บอนมอนอกไซด์ ทาร์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ แอมโมเนีย เบนโซไพรีน ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ แคดเมียม เป็นต้น

2. ควันบุหรี่จากปลายมวนบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้ระหว่างการสูบ วึ่งมีความเข้มข้นของสารพิษมากขึ้น โดยพบว่า

นิโคตินมากขึ้นเป็น 2 เท่า แอมโมเนียมีมากขึ้นเป็น 73 เท่า
คาร์บอนมอนอกไซด์มากขึ้น 5 เท่า เบนโซไพรีนมีมากขึ้นเป็น 3 เท่า
ทาร์มีมากขึ้นเป็น 2 เท่า มีแคดเมียมมากขึ้น

เมื่อ ปี พ.ศ. 2536 สถาบันพิทัพษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ควันบุหรี่ภายในอาคารที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมาและจุดทิ้งไว้ระหว่างการสูบ จัดเป็นสารก่อมะเร็งกรุ๊ปเอ หรือชนิดที่ร้ายแรงที่สุด และเป็นมลพิษภายในอาคารที่สำคัญที่สุด เนื่องจากประกอบด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าจากแหล่งมลพิษ อื่นๆภายในอาคาร

เมื่อผู้ไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่าง กายโดยไม่ได้สูบเอง จึงเรียกว่าเป็นการสูบบุหรี่มือสอง โดยปริมาณควันบุหรี่ที่ผู้ไม่สูบได้รับจะขึ้นกับ
- จำนวนบุหรี่ที่มีการสูบในห้องนั้น
- ระยะเวลาที่อยู่ในห้องเดียวกัน
- ขนาดของห้องและการถ่ายเทอากาศของห้องนั้น



มีอะไรในควันบุหรี่
ใน บุหรี่ 1 มวน เมื่อเกิดการเผาไหม้จะทำให้เกิดสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด สารหลายร้อยชนิดมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย และมี 42 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง สารพิษที่สำคัญในควันบุหรี่นอกจากสารก่อมะเร็งคือ

1. นิโคติน เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดและทำให้เกิดโรคหัวใจ

2. ทาร์ ประกอบด้วยสารก่อมะเร็งหลายชนิด ร้อยละ 50 ของทาร์จะจับอยู่ที่ปอดทำให้แปรงขนอ่อนที่บุเยื่อบุหลอดลมไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ตามปกติ

3. คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ ก๊าซนี้จะขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10-15 มีผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะและหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลมทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง

6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ

7. ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ปกติใช้เป็นยาเบื่อหนู

8. สารกัมมันตภาพรังสีโพโลเนียม-210 ที่มีรังสีแอลฟาอยู่ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง

9. ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ เป็นสารที่ใช้ในการดองศพ

ควันบุหรี่ทำร้ายผู้ไม่สูบบุหรี่ได้อย่างไร
ผลในระยะสั้น

- เกิดการระคายเคืองต่อจมูก ตา คอ ปวดศรีษะ ไอ คลื่นไส้ เกิดความรู้สึกไม่สบาย

- ทำให้มีอาการกำเริบมากขึ้นในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง โดยจะมีอาการหายใจติดขัดหรือถึงขึ้นเหนื่อยหอบ

- ในผู้ได้รับควันบุหรี่ที่เป็นโรคหัวใจ จะทำให้เกิดอาการเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอมากขึ้น

ผลในระยะยาว

- ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท การสูบบุหรี่ทุกๆ 20 มวน จะทำให้ผู้ไม่สูบบุหรี่ต้องหายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปเป็นปริมาณเท่ากับการ สูบบุหรี่ 1 มวน

- ผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ต้องอยู่ในห้องทำงานหรือในสถานที่แออัดที่มีควันบุหรี่ เป็นเวลานาน จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นจากคนทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 10-30

- ผู้ไม่สูบบุหรี่ที่อยู่ในห้องทำงานที่มีควันบุหรี่ประมาณครึ่งชั่วโมง จะมีปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ ในเลือดเท่ากับคนที่สูบบุหรี่เอง 1 มวน

นอกจากนี้การได้รับควันบุหรี่ยังมีผลต่อสุขภาพของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ดังนี้
ในหญิงมีครรภ์และทารก

- ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ทารกแรกคลอดจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ

- มีความเสี่ยงของการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือเกิดความพิการแต่กำเนิดเพิ่มขึ้น

- มีความเสี่ยงของอาการเกิดโรคไหลตายในเด็ก (SIDS) สูงขึ้น

ในเด็กเล็ก

- ทำให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบและปอดบวมสูงกว่าเด็กทั่วไปและมีอัตราการเกิดโรคหืดเพิ่มขึ้น

- เกิดการติดเชื้อของหูส่วนกลาง

- ในระยะยาว เด็กที่ได้รับควันบุหรี่พัฒนาการของปอดจะน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่

ในผู้ใหญ่

- การได้รับควันบุหรี่ในปริมาณมากและนานพอสมควรจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง สูงขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งปอด ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยและประกาศจากหลายสถาบันด้วยกันคือ

- รายงานของนายแพทย์ใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา

- สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา

- สถาบันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา

- จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่า สตรีที่ไม่สูบบุหรี่ที่มีสามีสูบบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งปอดสูงเป็น 2 เท่าของสตรีทั่วไป

- นักวิทยาศาสตร์ของเยอรมันได้ศึกษาพบว่า สตรีที่ไม่สูบบุหรี่ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด มีสามีสูบบุหรี่เป็น 3 เท่าของกลุ่มสตรีที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคนี้

- องค์กรรณรงค์ของประเทศแคนาดาได้รายงานว่า การได้รับควันบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด เป็นอันดับที่ 3 รองจากการสูบบุหรี่โดยตรงและการได้รับฝุ่นละอองจากการทำงาน

- จากการศึกษาทางการแพทย์ พบว่า การได้รับควันบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในส่วนอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ กล่องเสียง ช่องปาก หลอดอาหาร ไต และ กระเพาะปัสสาวะ

- ผู้หญิงที่ได้รับควันบุหรี่วันละ 3 ชั่วโมงขึ้นไป จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ลำคอมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควัน บุหรี่ 3 เท่า และมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งในส่วนอื่นๆมากกว่าคนปกติ 2 เท่า

- ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่าคนทั่วไป โดยพบว่าผู้หญิงที่สามีสูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการหัวใจขาดเลือดสูงกว่าหญิงที่สามีไม่สูบบุหรี่ 3.4 เท่า และจะตายเร็วกว่าหญิงที่สามีไม่สูบบุหรี่ 4 ปี

 
     

 

 

เนื้อหาวันนี้อาจจายาวซักหน่อยนะครับแต่ว่าเห็นเป็นเรื่องใกล้ๆตัวเราก้อเลยนำมาเสนอให้อ่านกัน ^_^ V

7月17日

เรื่องของกลิ่นปาก

     
 

กลิ่นปาก
       ถ้าคุณเคยเป็นอย่างที่กล่าว ขอให้ลองอ้าปาก หายใจออกแรงๆ รดมือตัวเอง แล้วสูดหายใจลึก ๆ ทันที เพื่อตรวจดูว่าตัวเองมี “กลิ่นปาก” หรือเปล่า
สาเหตุมาจากโรคในช่องปากมากกว่าสาเหตุอื่นๆ โดยสาเหตุจากโรคในช่องปาก ได้แก่

1. การรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ยิ่งคนที่สูบบุหรี่มีคราบนิโคตินสะสมบนหินปูนที่เกาะบนตัวฟัน มีโอกาสเกิดกลิ่นปากมาก

2. มีเศษอาหารติดค้างในช่องปาก อาจเนื่องจากมีฟันผุเป็นบริเวณกว้าง ปัจจัยเสริมให้มีเศษอาหารติดได้แก่ การใส่ฟันปลอม, การใส่เครื่องมือจัดฟัน, การมีฟันซ้อนเก

3. เหงือกอักเสบ

4. หลังการถอนฟันหรือมีแผลในปาก มีเลือดออกจากสาเหตุต่างๆ เนื่องจากลิ่มเลือดเป็นอาหารของแบคทีเรีย ย่อยสลายส่งกลิ่นได้
       
สาเหตุภายนอกช่องปากนั้น อาจเกิดจากระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เช่น โรคกระเพาะอาหารหรืออาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ, ไข้หวัด เป็นต้น

 

การป้องกันและรักษา 
      

ตามหลักพื้นฐานคือ ค้นหาสาเหตุ แล้วจำกัดเหตุนั้นรวมทั้งการรักษาสุขภาพในช่องปาก การสอนให้ผู้ป่วย รู้จักการแปรงฟัน ที่ถูกวิธีหลังอาหาร การใช้เครื่องมือช่วยทำความสะอาดซอกฟัน รักษาสุขภาพช่องปาก บูรณะฟันที่ผุ ขูดหินปูน รักษาโรคปริทันต์ ถอนฟันที่ไม่สามารถบูรณะ / อุด / ได้ วิธีเหล่านี้จะช่วยลดการสะสมและบูดเน่าของเศษอาหารตกค้าง ซึ่งจะแก้กลิ่นปากได้ สำหรับหลาย ๆ คนที่ใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ช่วยระงับกลิ่นนั้น ปกติแล้วน้ำยาชนิดนี้ เหมาะใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาไม่สามารถทำความสะอาดช่องปากด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ผู้ที่ขากรรไกรหักต้องเข้าเฝือกมัดฟันบนและฟันล่างไว้ด้วยกัน ทำให้อ้าปากไม่ได้ แต่แพทย์หรือทันตแพทย์ผู้รักษาจะไม่ให้ผู้ป่วยใช้น้ำยาชนิดนี้ประจำ เพราะทำให้เสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราในช่องปาก มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เม็ดอมระงับกลิ่นปาก ก็เป็นสิ่งยอดนิยมของผู้มีกลิ่นปาก และไม่มีกลิ่นปากทั้งหลาย ซึ่งแท้จริงแล้ว โดยมากเม็ดอม หรือหมากฝรั่งในรูปแบบต่างๆ นั้น มีองค์ประกอบหลักคือ น้ำตาล นอกนั้นเป็นสารปรุงรส, แต่งกลิ่น การบริโภคเม็ดอมหรือหมากฝรั่งระงับกลิ่นปาก อาจให้ผลเฉพาะหน้าที่หน้าพอใจ แต่มีข้อพึงระวังคือ ถ้าบริโภคบ่อยครั้งต่อวันอาจทำให้สิ้นเปลือง และมีปัญหาโรคฟันผุตามมา

        สาเหตุ, การแก้ไขกลิ่นปาก ที่อธิบายมานี้ คงไม่ยากเกินกว่าจะปรับปรุงแก้ไขกันและอย่าไปหลงใช้น้ำยาบ้วนปาก, เม็ดอมระงับกลิ่นปาก ซึ่งไม่จำเป็นเลย ถ้าท่านปฏิบัติตัวไม่ชอบพูดชอบคุย นิ่งเงียบไม่อ้าปากพูด อาจมีการบูดเน่าของน้ำลายในปากได้ เพราะมีการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ น้ำลายไม่มีการหมุนเวียนก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากได้

 

 
     

 

ขอบคุณกรอปจากสเปซ http://nakamura17.spaces.msn.com นะครับ สวยดี

 

 

วันนี้ก้อถึงเวลามาเฉลยกันแล้วนะครับ คำตอบทั้งหมดคือ 9 ภาพนะ ลองดูภาพเฉลยด้านล่างเอานะครับ อิอิ

 

9faces_answer.jpg

 

คนที่หาได้มากที่สุดก้อคือ น้องจิ๊บแห่งสเปซ http://spaces.msn.com/minny2108/ นั่นเอง สมแล้วที่เป็นเด็กจุฬา หาได้ตั้ง 8 หน้า ขอเสียงปรบมือให้หน่อยนะคร๊าบบ

7月16日

เตือนภัยอันตรายจากแปรงสีฟันเก่า บ่อเกิดโรคร้าย

     
 

"แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน จะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือด"

เดลิเมล์- ผู้เชี่ยวชาญเตือนแทนที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง แต่แปรงสีฟันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าที่คิด

ในหนังสือเล่มใหม่ ‘เหตุใดแปรงสีฟันจึงอาจฆ่าคุณได้?’ เจมส์ ซอง นักเคมีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ระบุว่าแปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน และว่าปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง อาจเกี่ยวพันกับแปรงสีฟันที่ไม่ถูกสุขอนามัย

ตามทฤษฎีของซองนั้น ดูเหมือนแบคทีเรียจำนวนมากจะซุกซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน และแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรงผ่านรอยแผลเล็กๆ ที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด

แนวคิดนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผลการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่าแปรงสีฟันทั่วๆ ไปเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียอันตรายอย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida

ขณะเดียวกัน สมาคมทันตกรรมแห่งอังกฤษ (บีดีเอ) สำทับว่าอันตรายยิ่งร้ายแรงขึ้นหากมีการใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น

พบ!! เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซีในแปรงสีฟัน

ดร. ทาเร็ก ไอดริส ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมตกแต่งจากฮาร์เลย์ สตรีท ขานรับว่ามีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซีในแปรงสีฟัน และสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน นอกจากนั้น แปรงสีฟันเปียกชื้นยังเป็นแหล่งกบดานสมบูรณ์แบบของแบคทีเรียร้ายหลายชนิด

“เกือบจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์อย่างมากที่แปรงสีฟันถือเป็นวัตถุอันตรายในบ้าน เราไม่ควรทิ้งแปรงสีฟันไว้ในห้องน้ำแล้วใช้แล้วใช้อีกโดยไม่ล้างให้สะอาดเสียก่อน” ไอดริสเสริม

นอกจากนั้น หลายคนยังทิ้งแปรงสีฟันไว้ในแก้วเดียวกับคนอื่น ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคติดต่อถึงกันหากแปรงสีฟันสัมผัสกัน

ความเสี่ยงที่แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดถูกตอกย้ำจากงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรีย porphy-romonas gingivalis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ ปรากฏอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง

การศึกษาของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่าแบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ไปปรากฏอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน แบคทีเรียนี้ยังเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ

ไอดริสเสริมว่า การสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเขาเชื่อว่า ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราอาจต้องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันกันเป็นประจำ หรือใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน ไม่ควรใช้แปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น ขอคำแนะนำเรื่องการแปรงฟันจากทันตแพทย์ งดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และหาปลอกใส่แปรงสีฟันหากต้องเก็บไว้ในห้องน้ำ เป็นต้น

 

 

 

 
     

 

 

วันนี้มีเกมส์มาฝากอีกแล้วครับท่านอิอิ อยากจาถามว่า ในภาพด้านล่างนี้มี  "ภาพหน้าคน"  อยู่ทั้งหมดกี่หน้า ไงก้อเมนซ์ตอบกันไว้ด้วยนะครับ แล้วผมจามาเฉลยให้พรุ่งนี้นะครับ [^_^] V

  (อ้อลืมบอกไปผมเจอแค่ 5 หน้าเองอ่ะ T_T)


9faces.jpg